แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยุติธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยุติธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

DSI ครับ... มหาชนเขาอยากจะบอกกับท่านว่า...

เลิกให้สัมภาษณ์ดีกว่าครับ!!! 
แค่พูดว่า ให้เป็นไปตามกระบวนการก็พอ 
เสียชื่อเปล่าๆ เขาเห็นไส้หมด ....

1. คดียังไม่เริ่มต้น แค่ขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหา 
จะชี้นำว่า หลวงพ่อธัมมชโยรับถูกต้อง-ไม่ถูกต้อง ไม่ได้ 
โดยเฉพาะเช็คเป็นหมื่นล้าน บริจาคไปหลายกลุ่ม 
และตรวจสอบได้หมดเพราะเป็นเช็ค 
ถ้าพูดแบบนี้ก็ต้องแจ้งข้อหาในเช็คทุกใบทั้งหมื่นล้านซิ

2. ใครที่ไหนจะบ้า 
รับของโจร ฟอกเงิน ร่วมลักทรัพย์ เป็นเช็ค!!! 
ตามีตามาก็รู้ว่า เช็คมีไว้เพื่อความบริสุทธิ์ใจ 
ตรวจสอบได้ รู้เส้นทาง รู้ที่มาที่ไปหมด 
ในกรณีอย่างนี้คนที่รับเช็คซึ่งรับบริจาคมา 
มันก็ไม่ครบองค์ประกอบตั้งแต่แรก 
ตั้งข้อหาแบบนี้...
รังแต่จะทำให้คนรักความยุติธรรม คลางแคลงใจ
องค์ประกอบความผิดฐาน "รับของโจร"

3. ในส่วนของหลวงพ่อ 600 กว่าล้าน 
เป็นเช็ค 20 ฉบับ รับโดยเปิดเผย 
บริจาคตามช่วงเวลา เช่น กฐิน ผ้าป่า 
ไม่มีแม้แต่ใบเดียวที่ท่านเบิกมาเป็นเงินสดเข้าตัวเอง
เส้นทางการเงินเข้าสู่วัด มูลนิธิ ตรวจสอบได้หมด 
และที่สำคัญคดีที่มีเช็คเกี่ยวข้อง 
ศาลให้เข้าสู่ขบวนการไกล่เกลี่ยอยู่แล้ว 
เมื่อปีที่แล้ว 2558 สหกรณ์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตัวจริง 
ได้ถอนฟ้อง ทั้งแพ่งและอาญา 
โดยลูกศิษย์วัดพระธรรมกายนำเงินมาเยียวยาตามมูลค่าเช็ค 
เมื่อการณ์ปรากฎว่า เช็คเมื่อสิบปีก่อน 20 ฉบับ
เกี่ยวข้องกับคุณศุภชัยซึ่งกำลังถูกดำเนินคดี 
ซึ่งที่สุดของเรื่องคดีเกี่ยวกับเช็คคือ 
ไกล่เกลี่ยได้ และได้ไกล่เกลี่ยไปแล้ว คดียุติแล้ว
สหกรณ์รับเงินเยียวยาจากลูกศิษย์วัดไปแล้ว
4. มาปีนี้ เอาเรื่องเดิมมาตั้งคดีใหม่ 
ให้ท่านเป็นผู้ต้องหา ฟอกเงิน รับของโจร 
ทั้งที่คดีเก่า อัยการมีความเห็นไม่ฟ้องหลวงพ่อไปแล้ว 
เพราะไม่พบเส้นทางการเงินในลักษณะผิดปกติ  

และหาก DSI มีหลักฐานเพิ่มเติม ก็ส่งเข้ามาใหม่ 
แต่นี่ออกคดีใหม่ ทำแบบนี้เพื่อ? 
 
ผู้รับบริจาคเกี่ยวอะไรด้วย??

หลวงพ่อธัมมชโย บริสุทธิ์ทุกข้อกล่าวหา

โปรดอย่าลืมว่าท่านทำอะไร คนเขามองดูอยู่ 
ฟ้ามีตา กรรมมีจริง อย่าได้ประมาทเลย

-จากใจ นายชัดเจน-

ผลบาปมีจริง

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กระบวนการยุติธรรมไทย ...เชื่อใจได้....จริงหรือ???

เป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะสิ้นสุดและพิสูจน์แล้วว่าผิดจริง

หลักกฎหมายสากลที่อารยประเทศทั่วโลกใช้กันคือ...
ไม่ว่าใครก็ตาม จะคดีใดก็ตาม ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะสิ้นสุด ซึ่งอันนี้ก็ว่าตาม ==ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ มาตรา 11 วรรค 1== เป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก



จับก่อน ลงโทษก่อน พิสูจน์ทีหลัง
อันนี้ไม่รู้หลักอะไร 
แต่เป็นที่นิยมมากในประเทศแห่งหนึ่ง 
ณ ซีกโลกตะวันออกเฉียงใต้ 
โดยเฉพาะยุคที่อำนาจอธิปไตย 
อันประกอบด้วย นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ 
ซึ่งควรแยกกันเป็นอิสระ 
ถูกรวบยอดเบ็ดเสร็จอยู่กับกลุ่มคนในเครื่องแบบ 
ทำตนเป็นทั้งตำรวจ อัยการ ศาล 
และกรมบังคับคดีหรือกรมราชทันฑ์ในคนเดียว



หลายครั้งหลายครา ก็เป็นศาลเตี้ย 
จับมาพิพากษาลงโทษ 
เบ็ดเสร็จกันในสองสามวันเลยทีเดียว

เราก็ได้เห็นได้ยินมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล 
ดูกรณี พระพิมลธรรมสมัย 53 ปีก่อน เป็นตัวอย่าง 
คดีที่เป็นตราบาปแห่งวงการยุติธรรมไทยมาถึงทุกวันนี้


มีมือดีมาโจทก์ท่านว่าเสพเมถุนกับลูกศิษย์ จะจับท่านสึก
ท่านก็ใจเย็น พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนจนสำเร็จ 
มิวายอีก 2 ปีต่อมา เอาเรื่องคอมมิวนิสต์มาให้ท่านอีก 
งวดนี้ล้อมจับกระชากผ้าเหลืองกันคากุฏิ 
ขังคุกแบบผู้ต้องหาไว้ก่อน 

มาพิสูจน์อีกที 4 ปีต่อมาว่าท่านบริสุทธิ์ 
ดีนะว่าท่านไม่ได้กล่าวคำลาสิกขา 
และมีพยานรับรองว่า ท่านถูกกระชากผ้าเหลืองโดยไม่ยินยอม
จึงได้กลับมาครองสมณเพศนับพรรษาต่อไป 
ถ้าเป็นคนไม่ทันกัน ก็คงเสียพระเถระไปหนึ่งรูป ออกจากคุกมา ก็ไปนับหนึ่งวันบวชใหม่ 
นี่ไงตัวอย่าง จับก่อน ลงโทษก่อน พิสูจน์ทีหลัง 

ประวัติศาสตร์คงไม่แคล้วซ้ำรอยกับคดีหลวงพ่อธัมมชโย 
ที่มี รมต.ทหารดำรงความยุติธรรม ออกมาเรียกร้องปาวๆ 
เร่งรัดคดีชนิด จะเอาให้จบในสามวันเจ็ดวัน 

ท่านคงลืมไปว่า...
 ท่านไม่ใช่ “ศาล” 
ท่านไม่ใช่ “ตุลาการ” 
ท่านจะมาก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ 
ขอเลื่อนเพราะอาพาธ ท่านก็ไม่ให้ รู้ดีกว่า “แพทย์” อีก 
ตกลง--เป็นมันซะทุกอย่างในคนเดียว-- 

  มีคดีไหนในประเทศนี้ไหม เสร็จใน 3 เดือน 
ทำไมขยันผิดปกติขนาดนี้

คดีสหกรณ์ เช็ค 800 กว่าฉบับ เงินกว่าสองหมื่นล้าน ไม่สน 
จะเอาเรื่อง 20 ฉบับกับ 600ล้าน ให้ได้ 

เมื่อออกหมายเรียก สื่อมวลชนได้เอกสารลงข่าว ก่อนเจ้าตัวจะรู้อีก 
ท่านทำอะไรไม่เนียน เปิดเผยซะขนาดนี้ 

DSI ของท่านก็พยายามตั้งข้อหา ทั้งๆ ที่คดีเดิม อัยการไม่ตั้งข้อหา เพราะไม่มีมูล ปปง.ตรวจสอบแล้วไม่พบความผิดปกติ ก็ยังจะมาตั้งคดีใหม่ ไม่ผ่านอัยการ จะฟ้องได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่โดยประวัติแล้วไม่น่าได้นะ 

แล้วรมต.ไพบูลย์ กับ DSI ต้องการอะไร???

ก็คงหนีไม่พ้น การบิดเบือน ใช้อำนาจโดยมิชอบ
เวลาคนในเครื่องแบบมีอำนาจล้นฟ้า สั่งชี้เป็นชี้ตาย ตั้ง “ศาลเตี้ย” ได้ ขนาดอาพาธยังไม่ให้เลื่อน 

ถ้าโผล่ไปรับข้อหา เดี๋ยวก็ไม่ให้ประกัน 
“ขังก่อน” จับสึกถอดจีวรก่อน 
อีก 10 ปีค่อยมา “ยกฟ้อง” ไม่ผิด 

หลวงพ่อธัมมชโยอายุ 72 แล้ว 
คงไม่มีแรงมาต่อกรย้อนหลังอีก 10 ปีข้างหน้าหรอก

สุดท้าย ก็เอาแนวทางเดียวกับพระพิมลธรรมมาใช้ จับก่อน ลงโทษก่อน พิสูจน์ทีหลัง

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

นี่หรือคือ "ความยุติธรรม"!!!

จริงอย่างที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ อคติบดบังปัญญา... คนมีอคติย่อมมองไม่เห็นความจริง ทำให้วินิจฉัยผิดพลาด ขาดความเป็นธรรม เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ที่มีหน้าที่รักษาความยุติธรรม การทำหน้าที่ของเขาจึงย่อมบกพร่องไปอย่างน่าเสียดาย...

กรณีการตัดสินใจของทีมงาน DSI ต่อเรื่องของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย บ่งชี้ถึง “อคติ” อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลของการขาดคุณธรรมหลายประการที่ “ผู้รักษาความยุติธรรม” จะพึงมี

ประการแรกคือ ความเคารพ หมายถึงการตระหนักในคุณความดีของใครๆ ตามที่มีอยู่จริง  เมื่อขาดคุณธรรมข้อนี้ จึงทำให้ตัดสินคนผิดพลาด  เกิดการจับผิด มองคนดีว่าเป็นคนเลว มองบัณฑิตว่าเป็นพาล มองผู้มีศีลว่าไร้ศีล และมองถ้อยคำที่เป็นจริงว่าโกหก เข้าทำนอง “เอาจิตใจคนพาลมาวัดจิตใจของวิญญูชน”



ประการที่สองคือ ขาดเมตตาธรรม ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญที่ผู้รักษาความยุติธรรมจะพึงมี เพราะหน้าที่ในการรักษาความยุติธรรมนั้นเกิดขึ้นเพื่อรักษาความอยู่เป็นสุขของประชาชน เมื่อผู้มีหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมขาดคุณธรรมข้อนี้แล้ว จึงแทนที่จะรักษาความผาสุกของประชาชนก็กลับกลายเป็นกลั่นแกล้งรังแกประชาชนไปเสีย สิ่งที่ตามมาจึงทำให้ เกิดการ “ขาดมนุษยธรรม” กลายเป็นทีมงานโหดร้าย คอยย่ำยีทำลายผู้บริสุทธิ์



ใครที่ไม่เคยแก่ ไม่เคยเจ็บป่วย ไม่เคยมีอาการขนาดที่หลวงพ่อเป็น อาจยากที่จะนึกออกว่ามันเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยหากมีสติปัญญาและมีมนุษยธรรมสักนิด ย่อมจะพิจารณาได้บ้างว่า ผู้เฒ่าที่อายุ 72 ปีแล้วนั้น ไม่แข็งแรงเหมือนคนหนุ่มสาว ยิ่งเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ไม่เคยหยุดพักผ่อน ทำงานเพื่อสาธารณชนทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างที่หลวงพ่อวัดพระธรรมกายทำ ยิ่งไม่ใช่เรื่องที่จะหายได้ง่ายๆ นอกเหนือจากอาการเรื้อรังที่เป็นอยู่แล้ว อาการลมตีขึ้นศีรษะ อาการวิงเวียน บ้านหมุน ทรงตัวไม่ได้ ยังเป็นอีกอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และฉับพลัน ... ใครไม่เคยเป็นอาจไม่รู้ ใครเคยเป็นจะรู้ดีว่ามันทรมานขนาดไหน และมันเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้...

แต่ถึงจะเป็นคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เจ็บป่วยอย่างนี้ก็เถอะ ถ้าคิดสักนิดก็จะตัดสินได้ว่า พระท่านย่อมไม่โกหก ในชีวิตของท่านกล้าหาญที่จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่มหาชนมากมาย แม้มันจะแตกต่างจากสิ่งที่คนอื่นคุ้นเคย แต่ตรงกับคำสอนของพระพุทธองค์ แล้วท่านจะมากลัวอะไรกับเรื่องเล็กน้อยแค่ DSI ... และถ้ายังสงสัย ก็หาข้อมูลเพิ่มเติมสักหน่อยก็จะทราบว่า ท่านไม่ได้ออกมาสอนเป็นเวลาสองวันแล้ว ตั้งแต่ 23 เม.ย.59 เป็นต้นมา ... หากยังไม่มั่นใจอีกก็สามารถที่จะส่งแพทย์ไปตรวจได้ ว่าท่านอาการป่วยท่านเป็นอย่างไร แค่ไหน จริงหรือเปล่าที่ไม่สามารถมาได้ แต่กลับไม่ทำ และยังตัดสินในทำนองที่ว่าท่านให้การเป็นเท็จ ซึ่งเป็นการตัดสินไปเองโดยขาดความเป็นธรรม และเป็นการหมิ่นประมาทท่านซึ่งเป็นพระมหาเถระเป็นอย่างมาก

ความจริง ทีมงาน DSI ก็เคยเห็นอาการที่หลวงพ่อเป็นอยู่อยู่แล้วและย่อมทราบดีว่าท่านไม่สามารถที่จะมารับฟังข้อกล่าวหาได้ด้วยตนเอง ... แต่ก็น่าสังเกตว่า ทำไมจึงตัดสินออกมาเช่นนี้ มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่??? 



ขอความกรุณาท่านผู้ใหญ่ใน DSI ได้โปรดพิจารณาตนเองด้วยค่ะ 



มีเพียงคนที่รู้จักให้เกียรติผู้อื่นเท่านั้น จึงจะนับว่าเป็นคนมีเกียรติ

มีเพียงคนที่มี “มนุษยธรรม” ในใจเท่านั้น 
จึงควรค่าที่จะเรียกตนเองว่าเป็น "มนุษย์" อย่างสมภาคภูมิ

รักษ์ธรรม
ภาพขาปัจจุบันของหลวงพ่อที่เป็นเป็นแผลเรื้อรังเพราะโรคเบาหวาน




ขาซ้ายมีลักษณะเข้ม คล้ำ และเป็นแผลเรื้อรัง


วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พระธัมมชโยปาราชิก?

ปาราชิก โทษประหารชีวิตความเป็นพระ : ใช่ว่าใครก็จะโจทย์ส่งเดชได้ง่าย.
........
"กรรม ประกอบด้วยเจตนา"
......
ในโพสต์ครั้งก่อนข้อ "เจ้าคุณเบอร์ลิน กางวินัย ถกอาบัติกับพุทธอิสระ" ไปรอบที่หนึ่ง
ปรากฏว่า ได้อานิสงส์ทันตา คือ
พุทธอิสระ ถวายคดีหมิ่น มาให้คราวเดียวกับที่แก ไปแจ้งจับ มส. ม. 157 ข้อละเว้น กรณีธัมมชโย.
..........
มาครั้งนี้
ด้วยยึดกุศลเจตนาเป็นที่ตั้ง
ผมก็จะชวนแกมาฟังเรื่อง "ปาราชิก ของจริงของแท้บ้าง"
หลังที่แกนำศิษย์หลงทางมาทั้งชีวิตเกิด
ส่วนเมื่อฟังเสร็จแกจะถวายคดีหรืออะไรผมมาอีก
ก็เรื่องของแกครับ แต่ถ้า
"โจรเอาของมาถวาย ผมไม่รับนะครับ เดียวโดนข้อหารับของโจร
ข่าวว่า คดีแกเพรียบเลย บางคดีตัดสินไปแล้ว อายุความก็มีอยู่ด้วย"
เมื่อวันที่แกไปนั่งหน้าตำรวจนั้น ข่าวว่า
"ตำรวจอาจจะโดน ม. 157 ด้วย เพราะเจอผู้ต้องหาแล้วไปจับกุม"
........
มาครับท่านผู้แสวงหาความรู้ทั้งหลาย
เชิญมาเอาสาระ คติธรรมกับเรื่อง "อาบัติพระ"
ข้อปาราชิกกันต่อดีกว่าครับ
ส่วนโต้รายวันนั้น ผมว่าชักไร้สาระแล้วครับ
ใครจะออกข่าวว่า
"จะแจ้ง จะร้อง มส. ที่นั่นที่นี่ ก็ปล่อยให้มันเซ่อจนตายไปเถอะครับ
โปรดไม่ขึ้น ก็ปล่อยมันบ้าไป".
เมื่อวานเห็นว่า มีระดับ ศ. ดร. กฏหมาย อดีตคณะบดี มธ. จะชวนพวกมิฉาทิฏฐิไปร้องศาลปกครองว่า
"บอกชาวบ้านว่า มส. ตัดสินเรื่องวินัยของพระครั้งนี้ไม่ถูกต้อง
แต่ดันผ่ากล่วหาว่าอาจผิดกฏหมายอาญา จะฟ้องศาลปกครองไปโน่น" เอาเลยครับอย่าช้า
คิดได้ไงเนี๊ยะ ดร. ม. บีช France
ไปร้องเร็ว ๆ นะครับ
คงได้ฮากลั่น มธ. แน่ ตาย ๆๆๆ.
.......
สาระ
"กรณีตัดสินให้พระเป็นปาราชิก"
- เรื่องอาบัติพระนั้น
มีความละเอียดอ่อน มีแง่มุมมาก แต่ก็ไม่ยากเกินจะทำความเข้าใจ.
......
- วันนี้คนพูดถึงอาบัติพระกันมาก
ถูกบ้าง ผิดบ้าง พูดเอามัน เอาสะใจเข้าว่าบ้าง ออกทะเลบ้าง
โดยไม่คำนึงถึงว่า จะสร้างความเสียหายแก่พระศาสนากันเลย.
......
- แต่ถ้ามองอีกด้าน ก็เป็นเรื่องดีครับ
เพราะเป็นโอกาสแห่งการแสวงปัญญา เพื่อเสริมภูมิกันของชาวพุทธ
จะได้รู้ได้เข้าเรื่องนี้กัน ก็คราวนี้แหละ.
.....
ตามมาเรื่อย ๆ ครับ
"เรื่องการเป็นอาบัติ"
- กรณีหากพระภิกษุ ทำผิดพระวินัยข้อใดข้อหนึ่ง ในจำนวนพระวินัย 227 ข้อ ก็จะเป็นอาบัติทันที
ในทันทีที่กระทำ
เมื่อรู้ตัวแล้ว สำนึกผิด
ก็ออกจากอาบัติตามวิธีที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดโทษไว้.
.......
"ลำดับอาบัติพระ"
- ปาราชิก เป็นอาบัติที่มีโทษอย่างหนัก เป็นพระ ปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ
- โทษอย่างกลาง เป็นสังฆาทิเสส ต้องเข้ากรรมจึงจะพ้น
-โทษอย่างเบา ต้องแสดงคืนอาบัติ.
........
"กระบวนการตัดสินทางสงฆ์"
- ในกรณีที่ภิกษุรูปใด
ถูกโจทก์ว่าเป็นอาบัติ อาจต้องด้วยไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ ต้องด้วยดื้อด้าน แต่ยังฟืนทำลง หรือต้องด้วยถูกใส่ความ
ซึ่งขึ้นอยู่กับกรณี
ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการปรับอาบัติ คือ กระบวนการตัดสินคดีความทางสงฆ์
ซึ่งไม่ใช่ถูกโจทก์แล้วก็จะเป็นอาบัติเลย
โดยเกี่ยวข้องกัน 3 ส่วน คือ
1. อาบัติ ที่ถูกโจทก์
2. ผู้โจทก์
3. องค์คณะพระวินัยธรผู้วินิจฉัยอธิกรณ์.
.........
- ในการตัดสินอธิกรณ์ นั้น
ผู้โจทก์ไม่มีสิทธิ์เป็นผู้ตัดสินผู้ถูกโจทก์ว่า เป็นอาบัติหรือไม่
ทั้งไม่มีสิทธิ์ชี้นำ
ผู้โจทก์มีหน้าที่ในการโจทก์
ไม่ใช่ผู้ตัดสิน
แต่การตัดสิน เป็นหน้าที่ของพระวินัยธร ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์
ซึ่งสงฆ์มอบหมาย เรียกว่า "การกสงฆ์" (กา - รก)
- แม้พระพุทธเจ้าเอง ก็ทรงก็ใช้วิธีเดียวกันนี้
ตรงนี้อย่าหลงประเด็นนะครับ
อย่า ไปตามกระแสที่ชั่ว พระชั่ว มันพยายามชักนำ แล้ววางกับดักไว้ให้เชื่อตาม เพื่อจุดประสงค์ของพวกมัน.
......
ตรงนี้ขอแทรกว่า
ในกรณีพระลิขิต (ที่เรียกกัน)
จึงไม่ใช่ "คำตัดสิน"
พระลิขิตมีสถานะเป็นเพียงผู้โจทก์ ตามพระธรรมวินัย เท่านั้น.
- หากผู้โจทก์ เป็นผู้ตัดสินเองเสียด้วยแล้ว
ก็จะผิดทั้งธรรมวินัย กฏหมาย และกฏมหาเถรสมาคมเสียเอง
นี่ไม่นับเรื่อง "นานาสังวาส".
ถ้าอย่างนี้ผู้ถูกโจทก์ ก็มีแต่ตายกับตายซีครับ.
..........
"ยกตัวอย่าง"
- กรณีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชผู้โจทก์ พระธัมมชโย (อ้างตามพระลิขิต) ว่า
เป็นอาบัติปาราชิก เพราะเอาที่ดินวัดมาเป็นของตน
เฉพาะเพียงแค่ยึดพระลิขิตโจทก์เท่านี้
ก็มาตัดสินว่า พระธัมมชโย เป็นปาราชิกเสียแล้ว
ก็เป็นการไม่ให้ความเป็นธรรม แก่ผู้ถูกโจทย์ ผิดหลักธรรมวินัย
ทั้งไม่เปิดโอกาสให้พระธัมมชโยได้แก้ต่าง ด้วยวิธีวินิจฉัยอธิกรณ์ ตามหลักพระธรรมวินัย.
.....


- ในกรณีนี้ ท่าน (พุทธเจ้า)
จึงมีศาลสงฆ์ไว้ให้ต่อสู้คดี หรือต่อสู้อธิกรณ์ที่ถูกฟ้อง
เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย.
...
- ตรรกะเดียวกัน อีกตัวอย่างหากผมเจ้าคุณเบอร์ลินโจทก์พุทธอิสระว่า
"พุทธอิสระข่มขู่กรรโชกทรัพย์เขาที่โรงแรม แล้วได้มา
เช่นนั้น พุทธอิสระก็ต้องเป็นอาบัติปาราชิก ไปแล้ว ใช่ไหม".
....
- กรณีนี้ ขอถามชาวพุทธทั่วประเทศ ที่มีใจเป็นธรรรมดังๆ ว่า
พุทธอิสระ เป็นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระไปแล้ว ใช่หรือไม่.
.....
- ขอให้ช่วยกันตอบจากความยุติธรรมในหัวใจ
อย่าตอบจากความอยุติธรรมที่มีอคติ
และขอให้ซื่อสัตย์ต่อพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ด้วย.
....
- เพราะหากพิจารณาตามตรรกะนี้ พุทธอิสระ ก็ขาดจากพระเสียไปแล้ว
ถามว่า ขาดจากความเป็นพระเพราะเหตุไร
มาดูคำตอบครับ
ก็เพราะว่า สิ่งที่พุทธอิสระกระทำครบ "อวหาร" คือ อาการ 5 อย่าง
เหตุแห่งการตัดสิน "ปาราชิก" ชัดเจน คือ
1. เงินนั้นมีเจ้าของหวงแหน
2.ตัวพุทธอิสระเองก็รู้ว่าเขาหวงแหน
3.เงินนั้นเกินราคา 5 มาสก
4.พุทธอิสระมีจิตคิดจะกรรโชกเอาเงินนั้นมาจากเจ้าของ
5. เงินนั้นเคลื่อนจากฐานเดิมมาถูกมือพุทธอิสระ
หากวิเคราะห์อวหาร 5 แห่งปาราชิก ในกรณี ที่ พุทธอิสระอาจเข้าข่ายขู่กรรโชกทรัพย์ครั้งนี้
ชัด ๆ คือ
- เงินนั้นมีเจ้าของหวงแหน
- แม้ตัวพุทธอิสระเอง ก็รู้ว่าเขาหวงแหน
แต่เขาจำเป็นต้องยื่นออกไปให้พุทธอิสระ
ก็ด้วยความเกรงกลัวต่อชีวิตและทรัพย์ส่วนอื่นๆ จะเสียหาย
- เงินนั้นเกินราคา 5 มาสก คิดราคาขณะทำผิดเท่ากับทองคำหนัก 1 บาท
- กรณีพุทธอิสระมีจิตเป็น "สจิตตกะ" คิดจะกรรโชกเอาเงินนั้นมาจากเจ้าของ.
.....
- ชัดเจนอีกส่วน หาก พิจารณาโดยอำนาจหน้าที่
พุทธอิสระไม่มีอำนาจหน้าที่อะไรที่โรงแรมแห่งนั้น
ไม่ว่าทั้งทางพระธรรมวินัย และทางกฎหมาย
จึงเป็นเหตุเชื่อได้ว่า พุทธอิสระมีจิตเป็น "สจิตตกะ" อันเป็นอวหารที่สำคัญแห่งองค์ปาราชิก
แล้วเงินนั้น ก็เคลื่อนจากฐานเดิมมาถูกมือพุทธอิสระ แถมนับเพลินออกยูทูปเรียบร้อย.
...
- พฤติกรรมทั้งหมดนี้
ครบอวหาร 5 ประการ แห่งปาราชิก อย่าง สมบูรณ์ บริบูรณ์ ไม่ขาดแม้แต่ข้อเดียวเลยครับ
- กรณีโทษแห่งอาบัติ
พุทธอิสระ จึงขาดความเป็นพระทันที เน้นว่า "ทันที"
โดยไม่ต้องรอพระวินัยธรตัดสินอธิกรณ์.
......
- ดังนั้น ในวันนี้ เมื่อเจ้าคุณเบอร์ลิน ตัดสินไปเช่นนี้
ดังแถลงแจ่มแจ้งมาดังนี้แล้ว
สมมติ พุทธอิสระ แน่จริงดังคุย
ก็ต้องท้าว่า หากเห็นว่าเป็นปาราชิก ก็ฟ้องได้เลย
ไปแจ้งความได้เลย
หากไม่ฟ้อง พุทธอิสระจะไปฟ้องหมิ่นประมาท (อีกแล้วครับท่าน)
โทษฐานที่ เจ้าคุณเบอร์ลิน ทำให้อับอายขายหน้า (ไอ้นี่ชอบรักษาหน้า)
ก็เชิญนะครับ มีคนแนะขนาดนี้ ไม่ขอบคุณก็เกินคนแล้วละ.
......
- ผมว่า ตัวพุทธอิสระนั้น แกก็ไม่โง่นักหรอก น่าจะเป็นผู้ฉลาดในพระวินัยบ้าง
คือถึงยังไงก็รู้ว่า ตนเป็นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระไปเรียบร้อยแล้ว
มันไม่ต้องรอให้ใครฟ้อง นับแต่มือแตะต้องเงินที่กรรโชกมา
เงินก็ได้เคลื่อนจากฐานเดิม
ตรงนี้ก็ปาราชิกแล้ว ไม่ต้องรอให้ใครฟ้อง
จริงไหมครับ "แมวแห่งแจ้งวัฒนะ".
.......
- ทีนี้ สมมติ พุทธอิสระ เกิดหัวแมว
ไม่ยอมรับว่า ตัวเองเป็นอาบัติปาราชิกแล้ว ไม่ได้เป็นพระแล้ว
หรือดื้อด้านแกล้งทำเป็นดื้อตาใส ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
กลบเกลื่อนด้วย "ทุมมังกุวิธี" คือ วิธีของพระเก้อยาก (อ่านว่า พระ-เก้อ-ยาก)
หรือ วิธีของพระหน้าด้าน, พระหน้าหนา, พระไม่มียางอาย.
...,
จะทำอย่างไรกันละ
มีวิธีครับ ไม่ยาก
- พระพุทธองค์ทรงเป็นสัพพัญญู รู้แจ้งโลก มีความเป็นธรรม
รู้ว่ามนุษย์นี้มากเล่ห์เพทุบาย ลางทีอาจมีคนใส่ความ ใส่ร้ายป้ายสีกัน
พระองค์ จึงทรงให้มีพระวินัยธรผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ มาตัดสิน
พูดง่ายๆ ให้มีศาลสงฆ์คอยตัดสินคดีความที่เกิดขึ้นในพระศาสนาของพระองค์
- ไม่ใช่ตัดสินคนเดียว ต้องตัดสินเป็นองค์คณะพระวินัยธร.
.....
- เมื่อศาลสงฆ์ ซึ่งทำหน้าที่แทนสงฆ์ตัดสินไปแล้ว
ก็ให้ถือเป็นที่สิ้นสุด ยุติ ห้ามรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่อีก
เพราะจะวุ่นวายไม่จบสิ้น
พระศาสนาก็จะบอบช้ำ
เป็นที่เอื่อมระอาแก่หมู่คณะ
สั่นคลอนศรัทธาของพุทธบริษัท.
.....
มติ มส. 10.02.2016
- ทีนี้มาเรื่องที่ มส. ท่านยืนตามศาลสงฆ์
ไม่ปรับอาบัติปาราชิกแก่ธัมมชโย
นั่นก็เพราะ มส ชุดนี้ ท่านไม่มีหน้าที่ไปรื้อฟื้นคดี
ที่ มส. ชุดเก่าระงับอธิกรณ์ไปแล้ว เสร็จสิ้นแล้ว
ตามธรรม ตามวินัย ครบไปแล้ว
- หากรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ มส. ทั้งหมด ก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์เสียเอง
โทษฐานละเมิดข้อบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้ .
....
- ส่วนสาเหตุที่ท่าน ไม่ปรับอาบัติปาราชิกพระธัมมชโยกรณีที่ดิน (ต้องย้ำว่า กรณีที่ดิน)
ก็เพราะไม่ครบองค์อวหาร" คือ อาการ 5 อย่าง แห่งการตัดสินปาราชิก คือ
1. ที่ดินนั้นเจ้าของเขาถวายวัด
2. พระธัมมชโยในฐานะเป็นเจ้าอาวาสวัด ก็รู้ว่าเขาถวายวัด
3.ที่ดินนั้นตีราคาเกิน 5 มาสก
4. พระธัมมชโยไม่มีจิตคิดจะลัก(ไม่มีเถยยจิต) เพราะถือวิสาสะว่า ตนเป็นเจ้าอาวาส มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง
5. ที่ดินนั้นก็ยังอยู่ครบตามที่เขาถวาย ไม่ได้ถูกจำหน่ายจ่ายแจกออกไปจากศาสนา หรือผิดวัตถุประสงค์ทายกผู้บริจาค.
.....
"วิเคราะห์องค์ อวหาร 5 อย่างแห่งปาราชิก ของพระธัมมชโย"
- ที่ดินนั้นเจ้าของเขาถวายวัด พระธัมมชโยในฐานะเป็นเจ้าอาวาสวัด
ก็รู้ว่าเขาถวายวัด
ที่ดินนั้นตีราคาเกิน 5 มาสก
พระธัมมชโยไม่มีจิตคิดจะลัก (ไม่มีเถยยจิต)
เพราะถือวิสาสะว่า ตนเป็นเจ้าอาวาส
ที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งทางพระธรรมวินัยและกฏหมาย
การเซ็นรับที่ดิน เป็นอำนาจหน้าที่เจ้าอาวาส จึงจะสมบูรณ์ ( คือ พระลูกวัดรับแทนไม่ได้ เว้นแต่กรณีที่เจ้าอาวาสมอบหมาย)
สุดท้ายที่ดินนั้น ก็ยังอยู่ครบตามที่เขาถวาย ไม่ได้ถูกจำหน่ายจ่ายแจกไปที่ไหน.
- พูดง่ายๆ เมื่อเขาถวายที่ดินให้วัด วัดเซ็นรับที่ดินเองไม่ได้
เพราะตัววัดไม่มีชีวิต
ก็ต้องให้เจ้าอาวาส (เจ้าหน้าที่) ก็ต้องเซ็นรับ ในฐานะเป็นนิติบุคคล ทำการแทนวัด.
.....
- ตรงนี้แหละที่ผมเคยเคยบอก DSI ไปนานแล้วว่า
"ถ้าระบุว่าผู้เซ็นเป็นในนามเจ้าอาวาส ก็รีบขึ้นรถกลับ สนง.ทันที"
เริ่มหายมึนยังครับ.
.....
จบไหม
- เกิดปัญญามัยครับชาวพุทธไทย ฟังผมแจงมา
แจ้งชัดแดงแจ๋แบบนี้
ผมว่าอย่าปล่อยให้พุทธอิสระหลอกตีกินอีกเลย จบ ๆ กันสักที
เวรกรรมมันกำลังจะตามทันตาเห็น จะต้องประสบหายนะถึงความฉิบหาย 10 ประการ (ตามโพสต์ที่แล้ว) เร็ว ๆ นี้แหละ
ตอนนึ้สังคมก็เริ่มรุกให้ไม่มีที่ยืนทุกวัน ๆ แล้ว.
......
- เห็นมั้ยละครับว่า มส. ท่านเที่ยงตรงต่อพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ ยึดพระธรรมวินัยเป็นหลักอย่างไร
ท่านกล้าในพระธรรมวินัยอย่างไร.
..,....
- ตอนนึ้ ก็ยังเหลือก็แต่พุทธอิสระนั่นแหละ ว่าจะเอาไงกับชีวิตตนเองดี
หากยัง เป็น "ทุมมังกุภิกษุ" แอบเอาจีวรพระมาห่อกาย แม้ไม่รู้สึกละอายต่อบาปกรรมที่ทำลงไป ไม่รู้สึกละอายต่อตัวเอง
ก็ขอให้ละอายต่อผ้าเหลืองธงชัยอรหันต์ที่เอาห่อหุ้มกายตนเองบ้างเถอะครับ
ถึงเวลานั้น ผู้คนเขาก็คงอโหสิกรรมให้บ้างแหละครับ.
- แต่ตอนนี้ ผมจะบอกให้เอาบุญว่า.,
"คนในประเทศไทยเกิน 60 ล้านคน เขามีแต่สาบแช่งคุณ และพวก "เข้าพวก" กันทุกวินาทีนะครับ"
ดีหรือ ถูกหรือ เจริญหรือ แบบนี้
ไม่เชื่อลองเดินไปไหนคนเดียวดูซิ กล้าเปล่า.
........
- ขอให้มีความแจ่มแจ้งในพุทธธรรมทุกท่านนะครับ
จบ จบ และจบ (ก่อน)
โพสต์ "อนันตริยกรรม" มีเสียวครับ
โชคดีมีชัยทุกท่านครับ.
เจ้าคุณเบอร์ลิน
14.02.2016

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ท่านกำลังเอารสนิยมทางการเมือง ไปตัดสินศีลธรรมทางศาสนาอยู่หรือเปล่า???


        ผมฟังข่าว อ่านข่าวเรื่องเกี่ยวกับพระและพระพุทธศาสนาในเวลานี้ ผมเห็นฝักฝ่ายที่มีความคิดตรงข้าม ออกมาให้ความเห็นอย่างเป็นปฏิปักษ์กัน ราวกับเป็นศัตรูกันมายาวนาน พยายามยกอ้างข้อกฎหมาย จริยธรรม พระวินัยของสงฆ์ต่างๆ มากมายเกินกว่าชาวบ้านทั่วไปจะแยกแยะได้ว่า อะไรผิดอะไรถูก เพราะไม่รู้ทั้งเรื่องกฎหมายสงฆ์ และพระวินัยของพระภิกษุ ได้แต่ฟังและอ่านด้วยความห่วงใยบ้านเมืองและพระพุทธศาสนา แล้วใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการเลือกเชื่อว่าใครน่าจะดูมีเครดิตกว่ากัน ระหว่างสองฝ่ายที่ออกมาโต้กันทางสื่อ

         ถ้าไม่นับคนที่มีความรู้ทางศาสนา คนทั่วๆไปที่ไม่มีความรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นทุนเดิม ถ้าเปรียบก็เหมือนคนตาบอดในเรื่องนี้  ผมเห็นวิธีตัดสินใจเดินต่อในเรื่องนี้ 2 แบบ คือ

         กลุ่มที่ 1 เลือกที่จะพึ่งตนเอง เหมือนคนตาบอดใช้ไม้เท้านำทาง เปรียบกับเรื่องนี้ คือการศึกษาหาความรู้ และเลือกที่จะฟังเสียงรอบข้าง แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหนดี ผมว่าพวกนี้ไม่ค่อยมีปัญหา

           กลุ่มที่ 2 เลือกที่จะพึ่งคนอื่น เหมือนคนตาบอดยอมให้คนตาดีจูงไป เปรียบกับเรื่องนี้ คือ เลือกดูว่าฝ่ายใดน่าเชื่อถือกว่ากัน ก็จะยอมเดินตามที่เขาพูดมา ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมตามทฤษฎีสังคมวิทยา มีแนวโน้มใช้ตรรกะการเข้าพวกเป็นเกณฑ์การตัดสินใจ เช่น พวกญาตินิยมก็ว่าคนที่เรารู้จักมักคุ้นดูน่าเชื่อถือกว่า พวกภาคนิยมก็ว่าคนบ้านเดียวกับเราดูน่าเชื่อถือกว่า บางคนก็ดูเครดิตทางสังคมเป็นเกณฑ์              และกลุ่มที่เห็นมากที่สุดในเวลานี้คือ เอารสนิยมทางการเมืองเป็นเกณฑ์ตัดสิน คือถ้าพวกสีเดียวกันพูดอะไรถูกหมด ดังนั้นเพื่อสะดวกในการคิดตัดสินใจ คนฝั่งตรงข้ามกับพวกเดียวกัน ก็ถูกเหมาว่าเป็นพวกการเมืองสีที่เป็นปฏิปักษ์กันไปซะเลย ทำนองว่าจะได้โจมตีได้สนิทใจขึ้น เพราะว่าทางเรื่องศีลธรรมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนัก แล้วการโจมตีทางการเมืองไม่จำเป็นต้องกระมิดกระเมี้ยนด้วยจริตทางศีลธรรมใดๆ สะดวกปากดี

            อันที่จริง เรื่องรสนิยมทางการเมือง เป็นคนละเรื่องกับเรื่องศีลธรรมในศาสนาเลยนะ

          การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ของคนมีกิเลส การตัดสินว่าฟากไหนดีไม่ดี ถูกไม่ถูก หาเกณฑ์แน่นอนไม่ได้ ไม่งั้นจะมีความแนวนิยมทางการเมืองหลายแบบเหรอ มีทั้งประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม เผด็จการ สมบูรณาญาสิทธิราช และอีกหลายแบบพะเรอเกวียนที่เคยมีคนบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ซึ่งนักรัฐศาสตร์ทั่วโลกยอมรับกันว่า ไม่มีรูปแบบการปกครองใดสมบูรณ์ที่สุด รูปแบบหนึ่งๆ ก็เหมาะกับยุคสมัยที่ต่างกัน แม้วันนี้โลกนิยมประชาธิปไตย แต่ถ้าเอาความสุขโดยรวมของประชาชนเป็นเกณฑ์ เราก็บอกไม่ได้ว่า ประชาธิปไตยในวันนี้ดีกว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชในอดีต(อ้อ ลืมไป วันนี้ประชาธิปไตยกำลังเพาะเมล็ดอยู่)

              ส่วนเรื่องศีลธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของคนอยากหมดกิเลส และเป็นเรื่องที่มีกฎเกณฑ์ตัดสินตายตัว ไม่สนว่าพวกใคร ไม่สนว่าข้างไหนเสียงดังกว่า ไม่สนว่าผู้มีอำนาจสนับสนุนฟากไหน อย่างในสมัยพุทธกาล พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเข้าพวกกับพระเทวทัตเป็นกษัตริย์แคว้นมคธที่มีอำนาจมาก สนับสนุนกำลังคนและอาวุธให้เทวทัตตามฆ่าพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร ไม่เปลี่ยนหลักการทางศีลธรรม พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพ่อตัวเอง ก็ยังเป็นบาป เป็นอนันตริยกรรมตามหลักพระพุทธศาสนาเช่นเดิม ส่วนพระองค์ก็เสด็จย้ายไปประทับที่แคว้นโกศล จนถึงปลายสมัยพุทธกาล พระเจ้าอชาตศัตรูได้สำนึกในความผิด ก็ไปกราบขอขมาโทษต่อพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นก็ได้กระทำการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นการใหญ่ จนได้ชื่อว่าเป็นองค์พุทธศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น นอกเหนือจากพระเจ้าอโศกมหาราช

           ผลการเลือกข้างทางการเมือง ก็มีแพ้มีชนะแบบโลกๆ ในฐานะชาวบ้าน เมื่อข้างตนชนะก็สะใจ แพ้ก็ห่อเหี่ยวกันไป แต่ก็ไม่ได้ผลประโยชน์หรือโทษอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก ยังจนเหมือนเดิม ยังต้องดิ้นรนทำมาหากินกันต่อไป

            แต่ผลการเลือกข้างทางศีลธรรม มีผิดถูกชัดเจน เข้าข้างผิดก็เป็นบาปอกุศลมีผลวิบากกรรมเป็นทุกข์ทั้งในชาตินี้ชาติหน้า ถ้าเลือกข้างถูกก็เป็นบุญกุศล มีผลวิบากที่เป็นสุขทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆไป แม้จะมีพวกมาก มีผู้มีอำนาจสนับสนุนถ้าผิดศีลธรรม ก็ผิดอยู่วันยังค่ำ ไม่มีอะไรลบล้างได้ แม้สำนึกได้ในภายหลังก็ไม่อาจพ้นผลวิบากกรรมได้ อย่างพระเทวทัตที่สำนึกได้ในภายหลังก็ยังไปอเวจีมหานรกอยู่ดี แต่อย่างพระเจ้าอชาติศัตรูทำบุญไถ่โทษเป็นการใหญ่ เลยลดหย่อนผ่อนโทษไปแค่นรกขุมบริวารของโลหกุมภีนรก
            เพราะฉะนั้น อย่าเอาเรื่องรสนิยมทางการเมือง มาเป็นเกณฑ์ตัดสินความผิดถูกทางศีลธรรมเลยนะ ไม่คุ้มกับผลที่จะได้เลยครับ

            คนกลุ่มที่ 2 นี้บางคนแม้ตัดสินเลือกเชื่อไปแล้ว แต่ยังมีสติยับยั้ง ไม่พลอยผสมโรงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไป แต่ปัญหาคือ บางคนพอตัดสินใจเลือกเชื่อ หรือเลือกข้างได้แล้ว ก็อินจัด พลอยดราม่าผสมโรงไปด้วย อ่านบางคอมเม้นท์แล้วทำใจเฉยๆ ก็ขำในตรรกะทางความคิด ว่า พวกข้ามีคุณธรรมสูงส่งกว่าใคร และต้องถูกต้องเสมอ โดยไม่ได้หยุดคิด แยกแยะว่า เรื่องการเมืองเป็นเรื่องทางโลก แต่เรื่องพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องทางธรรม




             ทำให้ผมนึกถึง เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง จากคอลัมน์ Market-Think ของคุณสรกล อดุลยานนท์ ในประชาชาติธุรกิจ ให้ข้อคิดในวิธีแก้ปัญหาด้วยสติ โดยหยุด "ดู" ปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนั่งเงียบๆ "ฟัง" เหตุผลจากใจตัวเอง มีความว่า

เศรษฐีกับพวกไปเที่ยวฟาร์มแห่งหนึ่ง ทุกคนสนุกสนานกับธรรมชาติและกิจกรรมในฟาร์มมาก
จนมาถึงการโชว์ในคอกม้า นอกจากการโชว์ลีลาของม้าแล้ว ทุกคนยังได้ขี่ม้าเล่นอีกด้วย
จบกิจกรรมในคอกม้าด้วยความสนุกสนาน

แต่ขณะที่กำลังจะเดินออก เศรษฐีคนนั้นก็พบว่า "นาฬิกาพก" รุ่นเก่าที่ภรรยาซื้อให้ในวันเกิดหายไป
มันต้องตกอยู่ในคอกม้าอย่างแน่นอน
เขากับเพื่อนช่วยกันกระจายกันเดินหา "นาฬิกา" ทั่วคอกม้า

ระหว่างเดินหาเพื่อนก็พยายามพูดให้กำลังใจเศรษฐีคนนี้
เดินหาเท่าไรก็ไม่พบ

เขาไปแจ้งเจ้าของฟาร์มให้ช่วยเหลือ
เจ้าของก็แสนดี เกณฑ์คนที่ว่างงานอยู่เกือบ 20 คนไปค้นหา
มีทั้งคุณลุงที่ประจำอยู่คอกม้า ผู้หญิงที่ทำความสะอาด และเด็กชายคนหนึ่ง

ทุกคนกระจายกันค้นหา มีการตะโกนบอกกันเป็นระยะๆ ว่า ค้นตรงนั้นแล้วไม่เจอ ให้คนนั้นไปหาตรงนี้
ใช้เวลาค้นหาประมาณ 1 ชั่วโมงก็หา "นาฬิกา" ไม่เจอ

เศรษฐีเริ่มสิ้นหวัง คิดว่าคงต้องสูญเสียนาฬิกาเรือนนี้ไปอย่างแน่นอน
ขณะที่พนักงานของฟาร์มจะเดินจากไป เด็กชายคนนั้นเดินย้อนกลับมาหาเศรษฐีคนนี้อีกครั้ง

"ขอผมลองเข้าไปดูอีกครั้งนะครับ แต่ขอผมเข้าไปคอกม้าคนเดียว"

แม้จะรู้สึกว่าเสียเวลาเปล่า แต่เมื่อเด็กน้อยมีน้ำใจ เขาก็พยักหน้าทั้งที่ไม่มั่นใจว่าจะหาเจอ
พวกเพื่อนๆ ก็บ่นลับหลังว่า พวกเราและคนของฟาร์มตั้งเยอะยังหาไม่ได้

"ไปหาคนเดียวจะเจอได้อย่างไร"

แต่ไม่ถึง 15 นาที เด็กชายคนนี้เดินออกมาด้วยรอยยิ้ม เขาชูนาฬิกา

"ใช่ เรือนนี้หรือเปล่าครับ"

เศรษฐีดีใจมาก เพราะนั่นคือ "นาฬิกาพก" แสนรักที่เขากำลังค้นหาอยู่
เขากล่าวขอบคุณและให้สินน้ำใจกับเด็กน้อย
แต่ยังคาใจ

"เธอหาเจอได้อย่างไร"

เด็กน้อยยิ้มแฉ่ง บอกว่า พอเข้าไปข้างในคนเดียว เขาก็เพียงแต่นั่งเงียบๆ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนจุดนั่งไปเรื่อยๆ
"แค่จุดที่ 3 ผมก็ได้ยินเสียงติ๊กต่อก ติ๊กต่อก" เขาเล่า
"ผมแค่เดินตามเสียงนั้นไปก็เจอนาฬิกาเรือนนี้"

ครับ การค้นหานาฬิกาเรือนนี้ทั้ง 2 ครั้ง ทุกคนคุยกันไปหากันไป
ทุกคนพยายามมองหาตัว "นาฬิกา"
ไม่ได้คิดจะฟัง "เสียง" ของนาฬิกา

เสียงพูดคุยกลบเสียงดังของนาฬิกาไปสิ้น
เรื่องเล่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการแก้ปัญหาไม่ได้มีเพียงหนทางเดียว

เราสามารถค้นหา "นาฬิกา" ได้ 2 แบบ
จะ "ดู" หรือจะ "ฟัง"

ทุกปัญหาก็เช่นกัน เราจะแก้ปัญหาแบบที่คนส่วนใหญ่ทำ
หรือเราจะมองปัญหาให้ละเอียด มองให้ครบทุกองค์ประกอบ

บางทีการแก้ปัญหาอาจมีหลายหนทาง
และอีกเรื่องหนึ่งที่ "เด็ก" คนนี้สอนเราก็คือ ในภาวะที่ปัญหาหนักหนาสาหัสแบบวันนี้ 
บางครั้งเราต้องนิ่ง ต้องมี "สติ" ทำใจให้สงบ

เมื่อมีสมาธิ จึงจะค้นพบ "ทางออก"
ครับต้องนิ่ง และเงียบเท่านั้น
เราจึงจะได้ยินเสียง "นาฬิกา"

วันนี้ลองหยุดส่งเสียงด่าทอกันสักวัน แล้วลองฟังเสียงของความยุติธรรมในใจเราว่า อะไรคือผิด อะไรคือถูก

การด่าคนอื่น เป็นความดีจริงหรือ การด่าทอกันทำให้ใครเป็นคนดีขึ้น หรือบ้านเมืองดีขึ้นได้หรือเปล่า ถ้าได้จริง ต่อไปนี้เราจะได้ตั้งหน้าตั้งตาด่ากันอย่างจริงจัง

การไม่ยอมฟังกัน ไม่พูดกันก่อนด้วยเหตุผล เอาแต่โพนทะนาว่า เอ็งผิด เอ็งชั่ว เป็นสิ่งดีถูกต้องจริงหรือ



ผมเชื่อว่า ทุกคนมีจิตเดิมแท้ที่สว่างไสว วันนี้ ลองฟังหัวใจตัวเองกันดูนะครับ