แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสพสื่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสพสื่อ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

ยอมรับความจริงเสียเถอะ!!!

คนเรานี่ก็แปลก
ด่าเขาข้างเดียวมานานเป็นสิบกว่าปี
พอเขาให้ข้อมูลชี้แจงกลับไปบ้าง
ทำฮึดฮัดมีอารมณ์

นี่เพิ่งจะแค่ 2 -3 วันเอง แค่นี้ยังเล็กน้อย
ถ้าเทียบกับคนที่เขาโดนผู้มีอำนาจปิดปาก
ได้แต่ทนให้เขาด่าว่าอยู่ข้างเดียวมายี่สิบปี

ดูๆ ไปแล้วคงจะไม่เคยโดนใครโต้แย้ง
ด้วยหลักการ เหตุผล ข้อมูลวิชาการ และประสบการณ์จริงมาก่อน
เลยเริ่มยอมรับไม่ได้ว่าข้อมูลของตัวเองไม่ถึง
มีแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่

ขาดการวิจัย ขาดหลักฐานประวัติศาสตร์
ขาดการค้นคว้าเชิงสังคมที่รอบด้าน

เขาคงจะลืมไปว่าโลกใบนี้
ไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทย
หลักฐานข้อมูลวิชาการจากประเทศต่างๆ
เดี๋ยวนี้เขาแชร์กันได้ค่อนโลกแล้ว

ลำพังแค่พระไตรปิฎกของเถรวาทด้วยกัน
ที่อยู่นอกประเทศ ยังมีฉบับที่เก่าแก่กว่า
ที่ีประเทศไทยใช้อยู่เลย

เด็กรุ่นหลังที่ได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลวิชาการ
ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ
ลงทุนส่งคนไปเก็บรวบรวมมาจากทั่วโลก
ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงปัจจุบัน
พอเรียนจบกลับมาแต่ละคน ข้อมูลมันเกินเมืองไทย
เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้จะเอามาโต้ทำไมเท่านั้นเอง

เป็นข้อเตือนใจว่า
1. คนเราเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้
แต่เมื่ออ่านข้อมูลเก่ามากๆ ก็มักจะหลงตัวเองว่ารู้แล้ว
หารู้ไม่ว่าเฉพาะแค่แหล่งข้อมูลอ้างอิง
มันยังมีฉบับเหนือฟ้ายังมีฟ้าเลย
มันยังมีฉบับเก่าก่อนกว่าฉบับเก่าแก่อีกด้วย

2. เฉพาะคำว่า "ธรรมกาย" ในพระไตรปิฎกของเถรวาท
ที่มีอยู่ในประเทศไทย ปรากฏว่าไม่ได้มีหลักฐาน
เฉพาะพระไตรปิฎกฉบับมาตรฐานของมหาวิทยาลัยสงฆ์
แม้แต่พระไตรปิฎกฉบับท้องถิ่น ฉบับล้านนา ฉบับศิลาจารึก
ก็มีจารึกคำว่า "ธรรมกาย" อยู่ในนั้นด้วย

3. คนเราด่าเขาข้างเดียวมานาน
พอจะให้ยอมรับว่าข้อมูลตัวเองไม่ถึง
ก็มักจะโกรธเพราะยอมรับความจริงไม่ได้ว่าตัวเองก็ไม่รู้

---------------------------------------------------------------

๑๘ มีนาคม ๒๕๕๙

๑๘.๓๒ น.

ปล. ข้อคิดจากการนั่งอ่านข้อมูลที่ตอบโต้กัน

.Cr. Ptreetep Chinungkuro

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

คุณมองเฉพาะจุด...หรือเปล่า!!!

คนที่สวนกระแสเป็นคนแปลกเพราะไม่ทำตามสิ่งที่คนส่วนใหญ่กระทำ 

แม้พระพุทธองค์ก็เป็นคนแปลกในสมัยพุทธกาลเพราะปฏิบัติตนสวนกับความเชื่อดั้งเดิมที่มีอยู่ 

โดยการนำความจริงอันสุดยอดที่เรียกว่า "ธรรมะ"ออกมาสั่งสอนให้ได้คนได้ศึกษาและปฏิบัติจนได้รู้เห็นเช่นเดียวกับพระองค์ท่านในเรื่องที่ว่า 

"ตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน และตนนั้นสามารถชนะสิ่งที่เอาชนะได้ยากที่สุด คือกิเลสในใจของเราเองได้”

มาถึงวันนี้คนที่ตั้งใจทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์กลายเป็นคนแปลก เพราะพยายามปฏิบัติและรักษาพระธรรมวินัยในภาพรวมอันประกอบด้วย 
๑.การฝึกฝนตนเอง 
๒.การเผยแผ่ธรรมะอย่างยิ่งยวด ซึ่งขัดกับ"ความคุ้น"ในท้องถิ่นปัจจุบันที่มักจะยกเอาหลักธรรมในการฝึกฝนขัดเกลาตนเข้ามาปนกับเรื่องของการนำธรรมะเข้าไปในกลุ่มชนส่วนรวม 

ยกเอา"ความสันโดษหลีกออกเร้น"มาปนกับ"การเตรียมพื้นที่สร้างศูนย์เผยแผ่"เพื่อสั่งสอนธรรมะไปในวงกว้างดังเช่นอารามเชตวันในสมัยพุทธกาล 

คงต้องช่วยกันนำธรรมะในภาพรวมๆ มาบอกกล่าวให้คนได้ศึกษาเพื่อทำความเข้าใจกันเสียใหม่ 

คนที่ทำถูกจะได้ไม่กลายเป็นคนแปลกในสังคมที่กำลังยุ่งเหยิงเพราะติดในรายละเอียดมากกว่าจะมองในหลักการ 

มาถกเถียงกันในเรื่องของน็อตตัวนึงแทนที่จะพูดถึงรถทั้งคัน..

โสตฺถิโก ภิกฺขุ
๕ ก.พ. ๒๕๕๙

สมัยนี้...เราจะทำอย่างไรกับพระสงฆ์ดี??

สองสามเดือนมานี้ได้ติดตามข่าวสารจากทางสื่อมวลชนและทางโซเชียล จนรู้สึกว่าเหมือนกับว่าพระทั้งประเทศ"พร้อมใจกันลุกขึ้นมาทำความเลวโดยมิได้นัดหมาย"

จะว่าไปก็มีเหตุการณ์แบบนี้อยู่ทุกปีเพียงแต่มักจะเป็นช่วงเข้าพรรษา, ออกพรรษาและก่อนกฐินซึ่งเป็นช่วงที่คนจะเข้าวัดทำบุญกันเป็นจำนวนมาก ที่ทราบเพราะวงการใครก็วงการคนนั้น เรื่องราวที่เกิดซ้ำๆ ก็จะทำให้จำได้ พอมีอะไรผิดช่วงผิดเวลาก็เลยรู้ว่าเรื่องนี้  "ไม่ใช่เรื่องปกติ" 

จะว่าไปการมีข่าวพระเสียๆ หายๆ อยู่บนหน้าสื่อทุกวันก็ไม่ใช่เรื่องปกติ เพียงแต่พอคนเสพคุ้นมากๆ บ่อยๆ เรื่องผิดปกติก็กลายเป็นเรื่องปกติได้



พระบ้าน(คามวาสี)อยู่ใกล้กับชาวบ้าน เมื่อเห็นพระ ชาวบ้านก็มีความคาดหวัง จนบางทีก็ลืมไปว่าตัวพระเองหากยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็ยังมีเรื่องที่ยังต้องปรับปรุงตัวอีกมาก พระพุทธองค์จึงทรงแนะให้คน "คิดพูดทำกับพระด้วยจิตเมตตา" พระและชาวบ้านต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน พระพุทธศาสนาจึงจะเดินหน้าต่อไปได้

พระในบ้านนี้เมืองนี้คงไม่ได้นัดกันมาทำความเลวโดยพร้อมเพรียงกัน แต่มีกลุ่มคนพยายามให้ภาพของพระออกมาเป็นแบบนั้นโดยอาศัยความคาดหวัง อคติ และความไม่รู้ของคนในบ้านเมืองเป็นเครื่องมือ..

จึงอยากจะขอให้มาช่วยกันเติมเรื่องราวดีๆ เรื่องราวที่ถูกต้องของพระลงในสื่อที่เรามีอยู่ในมือกันทุกคนอยู่แล้ว คือ โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ติดต่อสื่อสารที่ใช้กันอยู่ทุกวัน บอกเล่าเรื่องราวดีๆ ลงไปในนั้นให้มากๆ "ให้เรื่องปกติยังคงเป็นเรื่องปกติ" พระดีๆ มีอยู่อีกมาก ธรรมะดีๆ ก็มีอีกเยอะที่พระท่านได้ตั้งใจเทศน์สอนเอาไว้ 


สื่อที่ดีต้องส่งสารจากต้นทางไปถึงปลายทางโดยไม่ผิดเพี้ยน ดังนั้นเรามาทำตัวเป็นสื่อที่ดีกันดีกว่า อย่าถือว่าธุระไม่ใช่ เพื่อสร้างประเทศไทยของเราให้เป็นเมืองพุทธที่งดงามและสงบสุขอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่สมัยที่ปู่ย่าตายายยังมีชีวิตอยู่ 

"ให้ความดียังคงเป็นความดี ให้คนยังคงเป็นคนที่สังคมเคารพยกย่อง ให้พระยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาแห่งมหาชนต่อไป" 

หากทุกคนช่วยกัน ความฝันนี้จะกลายเป็นความจริงได้ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน.. 

โสตฺถิโก ภิกฺขุ
๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ท่านกำลังเอารสนิยมทางการเมือง ไปตัดสินศีลธรรมทางศาสนาอยู่หรือเปล่า???


        ผมฟังข่าว อ่านข่าวเรื่องเกี่ยวกับพระและพระพุทธศาสนาในเวลานี้ ผมเห็นฝักฝ่ายที่มีความคิดตรงข้าม ออกมาให้ความเห็นอย่างเป็นปฏิปักษ์กัน ราวกับเป็นศัตรูกันมายาวนาน พยายามยกอ้างข้อกฎหมาย จริยธรรม พระวินัยของสงฆ์ต่างๆ มากมายเกินกว่าชาวบ้านทั่วไปจะแยกแยะได้ว่า อะไรผิดอะไรถูก เพราะไม่รู้ทั้งเรื่องกฎหมายสงฆ์ และพระวินัยของพระภิกษุ ได้แต่ฟังและอ่านด้วยความห่วงใยบ้านเมืองและพระพุทธศาสนา แล้วใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการเลือกเชื่อว่าใครน่าจะดูมีเครดิตกว่ากัน ระหว่างสองฝ่ายที่ออกมาโต้กันทางสื่อ

         ถ้าไม่นับคนที่มีความรู้ทางศาสนา คนทั่วๆไปที่ไม่มีความรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นทุนเดิม ถ้าเปรียบก็เหมือนคนตาบอดในเรื่องนี้  ผมเห็นวิธีตัดสินใจเดินต่อในเรื่องนี้ 2 แบบ คือ

         กลุ่มที่ 1 เลือกที่จะพึ่งตนเอง เหมือนคนตาบอดใช้ไม้เท้านำทาง เปรียบกับเรื่องนี้ คือการศึกษาหาความรู้ และเลือกที่จะฟังเสียงรอบข้าง แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหนดี ผมว่าพวกนี้ไม่ค่อยมีปัญหา

           กลุ่มที่ 2 เลือกที่จะพึ่งคนอื่น เหมือนคนตาบอดยอมให้คนตาดีจูงไป เปรียบกับเรื่องนี้ คือ เลือกดูว่าฝ่ายใดน่าเชื่อถือกว่ากัน ก็จะยอมเดินตามที่เขาพูดมา ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมตามทฤษฎีสังคมวิทยา มีแนวโน้มใช้ตรรกะการเข้าพวกเป็นเกณฑ์การตัดสินใจ เช่น พวกญาตินิยมก็ว่าคนที่เรารู้จักมักคุ้นดูน่าเชื่อถือกว่า พวกภาคนิยมก็ว่าคนบ้านเดียวกับเราดูน่าเชื่อถือกว่า บางคนก็ดูเครดิตทางสังคมเป็นเกณฑ์              และกลุ่มที่เห็นมากที่สุดในเวลานี้คือ เอารสนิยมทางการเมืองเป็นเกณฑ์ตัดสิน คือถ้าพวกสีเดียวกันพูดอะไรถูกหมด ดังนั้นเพื่อสะดวกในการคิดตัดสินใจ คนฝั่งตรงข้ามกับพวกเดียวกัน ก็ถูกเหมาว่าเป็นพวกการเมืองสีที่เป็นปฏิปักษ์กันไปซะเลย ทำนองว่าจะได้โจมตีได้สนิทใจขึ้น เพราะว่าทางเรื่องศีลธรรมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนัก แล้วการโจมตีทางการเมืองไม่จำเป็นต้องกระมิดกระเมี้ยนด้วยจริตทางศีลธรรมใดๆ สะดวกปากดี

            อันที่จริง เรื่องรสนิยมทางการเมือง เป็นคนละเรื่องกับเรื่องศีลธรรมในศาสนาเลยนะ

          การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ของคนมีกิเลส การตัดสินว่าฟากไหนดีไม่ดี ถูกไม่ถูก หาเกณฑ์แน่นอนไม่ได้ ไม่งั้นจะมีความแนวนิยมทางการเมืองหลายแบบเหรอ มีทั้งประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม เผด็จการ สมบูรณาญาสิทธิราช และอีกหลายแบบพะเรอเกวียนที่เคยมีคนบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ซึ่งนักรัฐศาสตร์ทั่วโลกยอมรับกันว่า ไม่มีรูปแบบการปกครองใดสมบูรณ์ที่สุด รูปแบบหนึ่งๆ ก็เหมาะกับยุคสมัยที่ต่างกัน แม้วันนี้โลกนิยมประชาธิปไตย แต่ถ้าเอาความสุขโดยรวมของประชาชนเป็นเกณฑ์ เราก็บอกไม่ได้ว่า ประชาธิปไตยในวันนี้ดีกว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชในอดีต(อ้อ ลืมไป วันนี้ประชาธิปไตยกำลังเพาะเมล็ดอยู่)

              ส่วนเรื่องศีลธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของคนอยากหมดกิเลส และเป็นเรื่องที่มีกฎเกณฑ์ตัดสินตายตัว ไม่สนว่าพวกใคร ไม่สนว่าข้างไหนเสียงดังกว่า ไม่สนว่าผู้มีอำนาจสนับสนุนฟากไหน อย่างในสมัยพุทธกาล พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเข้าพวกกับพระเทวทัตเป็นกษัตริย์แคว้นมคธที่มีอำนาจมาก สนับสนุนกำลังคนและอาวุธให้เทวทัตตามฆ่าพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร ไม่เปลี่ยนหลักการทางศีลธรรม พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพ่อตัวเอง ก็ยังเป็นบาป เป็นอนันตริยกรรมตามหลักพระพุทธศาสนาเช่นเดิม ส่วนพระองค์ก็เสด็จย้ายไปประทับที่แคว้นโกศล จนถึงปลายสมัยพุทธกาล พระเจ้าอชาตศัตรูได้สำนึกในความผิด ก็ไปกราบขอขมาโทษต่อพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นก็ได้กระทำการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นการใหญ่ จนได้ชื่อว่าเป็นองค์พุทธศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น นอกเหนือจากพระเจ้าอโศกมหาราช

           ผลการเลือกข้างทางการเมือง ก็มีแพ้มีชนะแบบโลกๆ ในฐานะชาวบ้าน เมื่อข้างตนชนะก็สะใจ แพ้ก็ห่อเหี่ยวกันไป แต่ก็ไม่ได้ผลประโยชน์หรือโทษอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก ยังจนเหมือนเดิม ยังต้องดิ้นรนทำมาหากินกันต่อไป

            แต่ผลการเลือกข้างทางศีลธรรม มีผิดถูกชัดเจน เข้าข้างผิดก็เป็นบาปอกุศลมีผลวิบากกรรมเป็นทุกข์ทั้งในชาตินี้ชาติหน้า ถ้าเลือกข้างถูกก็เป็นบุญกุศล มีผลวิบากที่เป็นสุขทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆไป แม้จะมีพวกมาก มีผู้มีอำนาจสนับสนุนถ้าผิดศีลธรรม ก็ผิดอยู่วันยังค่ำ ไม่มีอะไรลบล้างได้ แม้สำนึกได้ในภายหลังก็ไม่อาจพ้นผลวิบากกรรมได้ อย่างพระเทวทัตที่สำนึกได้ในภายหลังก็ยังไปอเวจีมหานรกอยู่ดี แต่อย่างพระเจ้าอชาติศัตรูทำบุญไถ่โทษเป็นการใหญ่ เลยลดหย่อนผ่อนโทษไปแค่นรกขุมบริวารของโลหกุมภีนรก
            เพราะฉะนั้น อย่าเอาเรื่องรสนิยมทางการเมือง มาเป็นเกณฑ์ตัดสินความผิดถูกทางศีลธรรมเลยนะ ไม่คุ้มกับผลที่จะได้เลยครับ

            คนกลุ่มที่ 2 นี้บางคนแม้ตัดสินเลือกเชื่อไปแล้ว แต่ยังมีสติยับยั้ง ไม่พลอยผสมโรงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไป แต่ปัญหาคือ บางคนพอตัดสินใจเลือกเชื่อ หรือเลือกข้างได้แล้ว ก็อินจัด พลอยดราม่าผสมโรงไปด้วย อ่านบางคอมเม้นท์แล้วทำใจเฉยๆ ก็ขำในตรรกะทางความคิด ว่า พวกข้ามีคุณธรรมสูงส่งกว่าใคร และต้องถูกต้องเสมอ โดยไม่ได้หยุดคิด แยกแยะว่า เรื่องการเมืองเป็นเรื่องทางโลก แต่เรื่องพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องทางธรรม




             ทำให้ผมนึกถึง เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง จากคอลัมน์ Market-Think ของคุณสรกล อดุลยานนท์ ในประชาชาติธุรกิจ ให้ข้อคิดในวิธีแก้ปัญหาด้วยสติ โดยหยุด "ดู" ปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนั่งเงียบๆ "ฟัง" เหตุผลจากใจตัวเอง มีความว่า

เศรษฐีกับพวกไปเที่ยวฟาร์มแห่งหนึ่ง ทุกคนสนุกสนานกับธรรมชาติและกิจกรรมในฟาร์มมาก
จนมาถึงการโชว์ในคอกม้า นอกจากการโชว์ลีลาของม้าแล้ว ทุกคนยังได้ขี่ม้าเล่นอีกด้วย
จบกิจกรรมในคอกม้าด้วยความสนุกสนาน

แต่ขณะที่กำลังจะเดินออก เศรษฐีคนนั้นก็พบว่า "นาฬิกาพก" รุ่นเก่าที่ภรรยาซื้อให้ในวันเกิดหายไป
มันต้องตกอยู่ในคอกม้าอย่างแน่นอน
เขากับเพื่อนช่วยกันกระจายกันเดินหา "นาฬิกา" ทั่วคอกม้า

ระหว่างเดินหาเพื่อนก็พยายามพูดให้กำลังใจเศรษฐีคนนี้
เดินหาเท่าไรก็ไม่พบ

เขาไปแจ้งเจ้าของฟาร์มให้ช่วยเหลือ
เจ้าของก็แสนดี เกณฑ์คนที่ว่างงานอยู่เกือบ 20 คนไปค้นหา
มีทั้งคุณลุงที่ประจำอยู่คอกม้า ผู้หญิงที่ทำความสะอาด และเด็กชายคนหนึ่ง

ทุกคนกระจายกันค้นหา มีการตะโกนบอกกันเป็นระยะๆ ว่า ค้นตรงนั้นแล้วไม่เจอ ให้คนนั้นไปหาตรงนี้
ใช้เวลาค้นหาประมาณ 1 ชั่วโมงก็หา "นาฬิกา" ไม่เจอ

เศรษฐีเริ่มสิ้นหวัง คิดว่าคงต้องสูญเสียนาฬิกาเรือนนี้ไปอย่างแน่นอน
ขณะที่พนักงานของฟาร์มจะเดินจากไป เด็กชายคนนั้นเดินย้อนกลับมาหาเศรษฐีคนนี้อีกครั้ง

"ขอผมลองเข้าไปดูอีกครั้งนะครับ แต่ขอผมเข้าไปคอกม้าคนเดียว"

แม้จะรู้สึกว่าเสียเวลาเปล่า แต่เมื่อเด็กน้อยมีน้ำใจ เขาก็พยักหน้าทั้งที่ไม่มั่นใจว่าจะหาเจอ
พวกเพื่อนๆ ก็บ่นลับหลังว่า พวกเราและคนของฟาร์มตั้งเยอะยังหาไม่ได้

"ไปหาคนเดียวจะเจอได้อย่างไร"

แต่ไม่ถึง 15 นาที เด็กชายคนนี้เดินออกมาด้วยรอยยิ้ม เขาชูนาฬิกา

"ใช่ เรือนนี้หรือเปล่าครับ"

เศรษฐีดีใจมาก เพราะนั่นคือ "นาฬิกาพก" แสนรักที่เขากำลังค้นหาอยู่
เขากล่าวขอบคุณและให้สินน้ำใจกับเด็กน้อย
แต่ยังคาใจ

"เธอหาเจอได้อย่างไร"

เด็กน้อยยิ้มแฉ่ง บอกว่า พอเข้าไปข้างในคนเดียว เขาก็เพียงแต่นั่งเงียบๆ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนจุดนั่งไปเรื่อยๆ
"แค่จุดที่ 3 ผมก็ได้ยินเสียงติ๊กต่อก ติ๊กต่อก" เขาเล่า
"ผมแค่เดินตามเสียงนั้นไปก็เจอนาฬิกาเรือนนี้"

ครับ การค้นหานาฬิกาเรือนนี้ทั้ง 2 ครั้ง ทุกคนคุยกันไปหากันไป
ทุกคนพยายามมองหาตัว "นาฬิกา"
ไม่ได้คิดจะฟัง "เสียง" ของนาฬิกา

เสียงพูดคุยกลบเสียงดังของนาฬิกาไปสิ้น
เรื่องเล่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการแก้ปัญหาไม่ได้มีเพียงหนทางเดียว

เราสามารถค้นหา "นาฬิกา" ได้ 2 แบบ
จะ "ดู" หรือจะ "ฟัง"

ทุกปัญหาก็เช่นกัน เราจะแก้ปัญหาแบบที่คนส่วนใหญ่ทำ
หรือเราจะมองปัญหาให้ละเอียด มองให้ครบทุกองค์ประกอบ

บางทีการแก้ปัญหาอาจมีหลายหนทาง
และอีกเรื่องหนึ่งที่ "เด็ก" คนนี้สอนเราก็คือ ในภาวะที่ปัญหาหนักหนาสาหัสแบบวันนี้ 
บางครั้งเราต้องนิ่ง ต้องมี "สติ" ทำใจให้สงบ

เมื่อมีสมาธิ จึงจะค้นพบ "ทางออก"
ครับต้องนิ่ง และเงียบเท่านั้น
เราจึงจะได้ยินเสียง "นาฬิกา"

วันนี้ลองหยุดส่งเสียงด่าทอกันสักวัน แล้วลองฟังเสียงของความยุติธรรมในใจเราว่า อะไรคือผิด อะไรคือถูก

การด่าคนอื่น เป็นความดีจริงหรือ การด่าทอกันทำให้ใครเป็นคนดีขึ้น หรือบ้านเมืองดีขึ้นได้หรือเปล่า ถ้าได้จริง ต่อไปนี้เราจะได้ตั้งหน้าตั้งตาด่ากันอย่างจริงจัง

การไม่ยอมฟังกัน ไม่พูดกันก่อนด้วยเหตุผล เอาแต่โพนทะนาว่า เอ็งผิด เอ็งชั่ว เป็นสิ่งดีถูกต้องจริงหรือ



ผมเชื่อว่า ทุกคนมีจิตเดิมแท้ที่สว่างไสว วันนี้ ลองฟังหัวใจตัวเองกันดูนะครับ




วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เมื่ออ่านข่าวแล้ว ควรพิจารณาอย่างไร?


ในประวัติศาสตร์โลก ความขัดแย้งทั้งใหญ่เล็ก เช่น สงครามโลก สงครามเย็น สงครามแย่งชิงอำนาจ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อแย่งชิงมวลชนและสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตัวเอง

ในสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีฆ่าคนยิวหลายล้านคน จุดประสงค์เพื่อยึดทรัพย์มาเป็นทุนทำสงคราม ตอนนั้นเยอรมัน เศรษฐกิจย่ำแย่มาก เพราะแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แล้วต้องจ่ายค่าปฎิกรรมสงครามให้ประเทศผู้ชนะ รัฐบาลไม่มีเงิน  คนยิวในยุโรปก็เหมือนคนจีนในเอเชียที่ยึดกุมเศรษฐกิจของประเทศไว้ ดังนั้นฮิตเลอร์จึงต้องสร้างความชอบธรรมในการ ยึดทรัพย์คนยิว ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อว่า คนยิวเห็นแก่ตัว บ่อนทำลายชาติ หากจะสร้างชาติพันธุ์อริยะแห่งเยอรมัน  ต้องกำจัดยิว การโฆษณาได้ผล จนชาวเยอรมันเกลียดยิวยิ่งกว่าขี้ หน่วยเอสเอสของฮิตเลอร์จับยิวไปฆ่าได้มากมายด้วย ความช่วยเหลือของชาวบ้าน ซึ่งก่อนหน้าก็เคยเป็นเพื่อนบ้านที่รักกันดี เคยมีบุญคุณช่วยเหลือกันมา บางทีก็เป็นญาติกัน  เป็นเพื่อนเรียน เป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นครูสอนหนังสือ แต่ความหลงผิดบังตา ก็แจ้งตำรวจมาจับเพื่อนยิวไปเข้าค่ายกักกัน  จับรมแก๊สตายไป 6 ล้านคน เนี่ยแหละพิษภัยของการโฆษณาชวนเชื่อ พอหลังสงคราม คนเยอรมันนึกย้อนกลับไป ก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมตอนนั้นเกลียดยิวมาก ชาวบ้านทั่วไปเป็นเหยื่อของผู้มีอำนาจที่จะชักจูงไปตามที่เขาปรารถนา

ส่วนพวกเราอยู่เมืองไทยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย แต่ลองไปถามเด็กไทยดูว่า ฮิตเลอร์เลวไหม เชื่อว่าตอบตรงกัน นั่นเพราะอะไร เพราะผู้ชนะเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์ หนังฮอลลีวูดสร้างเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อไร ฮิตเลอร์ก็เป็นผู้ร้ายตลอด อเมริกาเป็นพระเอกเสมอ แต่ความจริงในประวัติศาสตร์บอกเราว่า ในสงครามไม่มีใครถูก มีแต่คนผิด เพราะเป็นการแก่งแย่งผลประโยชน์กัน

ในสงครามลัทธิการปกครองระหว่างประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ ก็เป็นอีกฉากของสงครามการโฆษณาชวนเชื่อ รัฐบาลไทยยุคนั้นต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ก็หลอกชาวบ้าน ว่าหากคอมมิวนิสต์ชนะจะถูกยึดทุกอย่างเป็นของกลาง แม้แต่เมีย เมืองไทยก็จะเป็นเมืองขึ้นของจีน เวียดนาม แล้ววาดรูปพวกคอมมิวนิสต์เป็นปีศาจเป็นยักษ์มาร เพราะอธิบายเรื่องการปกครอง แล้วชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ส่วนฝ่ายคอมฯก็หลอกชาวบ้านว่า นายทุนเป็นคนสามานย์ ใครรวยคนนั้นเป็นคนขูดรีดชาวบ้าน พระก็กลายเป็นคนเล่าเรื่องหลอกลวงล้างสมอง เป็นขี้ข้านายทุน สรุปคือ ชาวบ้านทั่วไปเป็นเหยื่อถูกหลอกทั้งสองฝ่าย 

อีกตัวอย่างหนึ่งในจีน หลังจากคอมมิวนิสต์จีนชนะก๊กมินตั๋ง ได้อำนาจปกครองประเทศ แต่เหมาเจ๋อตง เป็นอดีตครูบ้านนอก  เก่งเรื่องการพูด การเขียนโน้มน้าว แต่บริหารประเทศไม่เป็น จึงเกิดขุมอำนาจใหม่ในพรรคคอมมิวนิสต์ที่นำโดยเติ้งเสี่ยวผิง  กลุ่มของเหมาเริ่มสูญเสียอำนาจการนำในพรรค จึงประกาศนโยบายการปฏิวัติวัฒนธรรม นำโดยหลินเปียว และแก๊งค์ออฟโฟร์ คือมาดามเจียงชิง(เมียคนที่ 4 ของเหมา)และพวกรวมสี่คน ก่อตั้งกลุ่มเรดการ์ดหรือยุวชนแดงขึ้น เพื่อทำลายคู่ แข่งทางการเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์ ก็โฆษณาชวนเชื่อเรื่องพิษภัยของนายทุน ความรู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับลัทธิคอมมิวนิสต์(เรียกว่า ลัทธิแก้) เช่น วรรณกรรมโบราณ งานศิลปะ นิยายประโลมโลก ความรู้สมัยใหม่ของฝ่ายตะวันตก  โดยปลุกระดมนักศึกษาของจีนให้เข้าร่วมกลุ่ม ชวนเชื่อจนเกิดความบ้าคลั่งในลัทธิเหมา บูชาเหมาประดุจพระเจ้า ใครวิจารณ์เหมา จะถูกตั้งข้อหาว่าฝักใฝ่นายทุน ตอนนั้นเกิดการต่อสู้ทำลายล้างกันอย่างรุนแรง ฆ่ากันกลางเมืองลุกลามไปทั่วประเทศจีน ลูกจับพ่อแม่มาแห่ประจานแล้วทรมาน ด้วยข้อหาฝักใฝ่นายทุน ลูกศิษย์ก็แจ้งจับครูบาอาจารย์ บางคนเพียงแค่มีญาติอยู่ต่างประเทศ ก็โดนข้อหาว่าฝักใฝ่ทุนนิยม เหตุการณ์นั้นได้ทำลายโบราณวัตถุ หนังสือ งานศิลปะ และวัดวาอารามอันมีค่าไปมากมาย บรรดาผู้ดีเก่า ปัญญาชน ศิลปินหัวอนุรักษ์นิยม ครูสอนหนังสือ พระสงฆ์ ถูกจับแห่ประจาน  ทรมาน จับแขวนคอกลางเมือง บางคนถูกทรมานจนตาย บางคนรับไม่ได้ก็ฆ่าตัวตาย

เหมาเจ๋อตงอยู่หลังฉาก แต่ให้เมียออกหน้า ยัดข้อหาฝักใฝ่นายทุนให้ฝ่ายเติ้งเสี่ยวผิง กำจัดคู่แข่งทางการเมืองไปในคราวเดียวกัน เติ้งเสี่ยวผิงถูกปลด จับไปทรมานในคุก หลิวซ่าวฉี (อดีตประธานาธิบดี) ถูกจับไปตายในคุก โจวเอินไหลรอดเพราะเก่งมาก เป็นที่รู้จักในระดับโลก  แต่ก็ถูกลดอำนาจลง ในเหตุการณ์นั้นประมาณการว่ามีคนถูกฆ่าตาย 15-20 ล้านคน แต่ออกข่าวว่าตาย 1.5 ล้านคน มีคนฆ่าตัวตายถึง 2 แสนคน เหมาได้อำนาจกลับคืนมา คู่แข่งการเมืองตายเกลี้ยง เหลือเพียงเติ้งเสี่ยวผิงอยู่ในค่ายใช้แรงงาน  ภายหลังเหมาตาย เติ้งเสี่ยวผิงก็ออกมายึดอำนาจ จับแก็งค์ออฟโฟร์เข้าคุก ตอนนี้แก็งค์ออฟโฟร์ก็กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวบ้านไป ส่วนเหมาตายไปแล้ว จึงถูกยกไว้ในฐานะเป็นสัญลักษณ์ผู้ก่อตั้งลัทธิคอมมิวนิสต์จีน เมื่อไม่นานนี้เยาวชนจีนที่เคยอยู่กลุ่มเรดการ์ดที่ยังมีชีวิตอยู่ ออกมาให้สัมภาษณ์สารภาพผิดว่า ตอนนั้นบ้าคลั่ง กล่าวขอขมาแล้วร้องไห้เสียใจ ที่ลากครูตัวเองออกมาทรมานจนตาย บอกว่าตอนนั้นเชื่อจริงๆว่ากำลังทำสิ่งที่ดีงาม ข่าวว่าลูกสาวเติ้งเสี่ยวผิงก็เป็น เรดการ์ดที่ออกมาต่อต้านพ่อตัวเอง

ในปัจจุบัน สงครามลัทธิการปกครองเปลี่ยนเป็นสงครามการค้า สำนักข่าวระดับโลก เช่น CNN ก็เป็นตัวแทนพิทักษ์ผลประโยชน์ของอเมริกา ยุโรปมีรอยเตอร์ ญี่ปุ่นก็มี NHK จีนมีซินหัว โลกอาหรับมีอัลจาซีรา ดังนั้นข่าวที่ชาวโลกบริโภคกัน  บางข่าวถูกปรับเปลี่ยน แต่งเสริมอย่างแนบเนียนเพื่อผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง

ในความขัดแย้งแบ่งแยกสีในเมืองไทย ใครติดตามข่าวด้วยใจเป็นกลาง ก็จะพอมองเห็นว่า ค่ายโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์หัวไหนอยู่สีอะไร ซึ่งมีทั้งที่ชัดเจนประกาศกันโต้งๆ และมีที่แอบแดง แอบเหลือง แล้วประกาศว่าเป็นกลาง

ในโลกไม่มีสำนักข่าวใดเป็นกลางจริงๆ หรอก แม้แต่ในโลกโซเชียลมีเดีย ก็มีข่าวหลอกข่าวลวงตลอด เพราะฉะนั้นชาวบ้านผู้เสพสื่อโดยไม่แยกแยะ จึงกลายเป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อของข่าวทั้งหลายไปโดยไม่รู้ตัว

วิญญูชนเมื่อรับรู้ข่าวสาร อย่าพึงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง อย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์ในทันที เพราะความเห็นของท่านจะผูกมัดตัวเองในภายหลัง แม้รับรู้ความจริงที่ขัดแย้งกับสิ่งที่วิจารณ์ไป ก็จะเกิดทิฐิมานะหลอกตัวเองให้ไม่ยอมพิจารณาความจริงด้วยใจเป็นธรรม และบางคนถึงกับสะกดจิตตัวเองให้แสดงความเป็นปฏิปักษ์เพื่อปกปิดความเสียหน้า เลยยิ่งถลำลึกลงไปในบ่วงของมารอย่างถอนตัวไม่ขึ้น


วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เสพสื่ออย่างไรดี???


เสพสื่อ อย่างเป็นกลาง 



"A wise man makes his own decisions,

an ignorant man follows public opinion"
                                                              -Chinese proverb-


 “คนที่ฉลาดคิดตัดสินใจด้วยตัวเอง, 

คนเขลาคิดตัดสินใจตามกระแสมวลชน”

                                                                            -สุภาษิตจีน-

         
            ตอนนี้หลายคนที่เสพสื่อ หากไม่อ่านเนื้อหาให้ดี ก็จะเข้าใจไปตามหัวข้อข่าวนั้นโดยทันที โดยที่ไม่ได้ลงลึกในเนื้อหาข่าวเลยจากนั้นก็จะเกิดกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ ไปตามความคิดเห็นส่วนตัวของตัวผู้เสพ ซึ่งหากเป็นคนทั่วๆไป กระแสความเห็นส่วนตัวจะไม่ขยายไปในวงกว้างของสังคม          แต่หากเป็นบุคคลที่มีความรู้ ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นที่น่าเชื่อถือของสังคม หรือ เป็นตัวแทนของสื่อ ออกมาแสดงความคิดเห็นของตน ออกไป หากความเห็นเหล่านั้นไม่ได้ถูกกลั่นกรองออกมาจากพื้นฐานของใจที่เป็นกลางแล้ว ก็จะเกิดกระแสความคิดเห็นตามนั้นแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างในสังคม 


            โดยเริ่มจากพาดหัวข้อข่าวที่เรียกความสนใจลงบนหน้าจอเครื่องมือสื่อสาร สู่สายตาผู้เสพสื่อ ที่ไม่คิดหาข้อมูลที่แท้จริง หรือไม่มีเวลาที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติม และหากหัวข้อข่าวนั้นถูกเพิ่มความน่าเชื่อถือผ่านความคิดเห็นของบุคคลที่สามารถสร้างกระแสในสังคมได้ ก็จะทำให้ผู้เสพสื่อเชื่อตามนั้นโดยปริยาย  หากเป็นไปในทางที่ดี นั่นก็ดีไป แต่ส่วนมากแล้วมักจะเป็นไปในทางลบ 


              แต่ถ้าผู้ที่เสียหายไม่ได้ผิดตามกระแสข่าว ตามคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ออกมา ผู้ที่เสียหายนั้นก็ถูกสังคมตัดสินไปเรียบร้อยแล้วว่าผิดตามกระแสสังคม อาจถึงขั้นเสียหายทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศทีเดียวแล้วสังคมจะตามแก้ข่าวเพื่อให้ความยุติธรรมแก่ผู้ที่เสียหายนั้นได้อย่างไร ใครจะมาเป็นผู้รับผิดชอบ 


               ผู้เขียนเองจึงอยากจะขอให้ท่านผู้เสพสื่อมีใจที่เป็นกลาง หากไม่ทราบความจริงก็อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน ขอให้ไปหาข้อมูลหรือแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายๆแหล่ง ฟังกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสองฝ่ายนำเอาข้อมูลมาเปรียบเทียบกันว่าเป็นเช่นไร ก่อนที่จะหลงเชื่อและอาจจะกลายไปเป็นเหยื่อเพิ่มฐานเสียงให้บุคคลที่มีความประสงค์ร้าย ใช้สื่อมาเป็นเครื่องมือทำร้ายคนในสังคมได้ 


Cr. marionette

59.02.11



วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สังคมไทยจะไปทิศทางไหน? ถ้าคนเหล่านี้ชี้นำ (๑)





ตอนที่ ๑


กระแสสังคมตอนนี้ ผู้คนต่างสับสนกันไปหมด ไม่รู้จะเชื่อใครฟังใคร?
เพราะโยมบางคน ก็ตั้งตัวเป็นผู้รู้ พระธรรมวินัยยิ่งกว่าพระ ทำตัวรู้พระธรรมวินัยไปซะหมด ทั้งที่ความจริงคนที่มาพูดวิจารณ์แต่ละคนนั้น แค่ศีล ๕ ก็ยังจำสลับข้อ แต่ที่หนักไปกว่านั้น คนที่มีศีลมีธรรมกลับมาชี้โทษพระไม่ใช่พระบวชใหม่ แต่เป็นพระมหาเถระผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรม จบเปรียญธรรม ๙ ประโยค  เทียบเท่าทางโลกคือ จบดร. ดังนั้นพระมหาเถระเหล่านี้  ท่านมีสติปัญญาที่แจ่มใส เฉลียวฉลาดกว่าคนที่เต็มไปด้วยกิเลสอันหยาบหนามากนัก


ดูโยมแต่ละคนผมนี่อึ้งเลยครับ!!!

ยกตัวอย่าง นายไพบูลย์ นิติตะวัน ศิษย์เอกโพธิรักษ์ มาพร้อมความแค้นอัดแน่นกับมหาเถรสมาคม ที่เคยมีมติขับสันติอโศกออกจากวงการคณะสงฆ์ งานนี้แกกะมาแก้แค้นแทนอาจารย์  ส่วนวัดพระธรรมกายที่แกแค้นนักแค้นหนาเพราะว่าวัดพระธรรมกาย ไม่ช่วยสันติอโศกถล่มมหาเถรสมาคมในคราวที่แกโดนคดี  


ส่วน นายมโน ที่คนวัดพระธรรมกายให้ฉายาว่า จอมเนรคุณ หรือมโนเพี้ยน แกก็ตามจองล้างจองผลาญวัด ใครโจมตีวัดแกจะเข้าร่วมกลุ่ม คนก็รู้ดีว่าแกไม่ปกติแต่ต้องเอา เพราะแกเคยบวชอยู่วัดพระธรรมกาย แต่วัดบอกว่าแกแทบไม่เคยจำพรรษาที่วัด เพราะแกไปเรียนหนังสือ แต่เรียนไม่ทันจบแกเกิดอยากดังจะช่วยคดีเด็กหนุ่ม โจนาธาน ดูดี้  ที่ฆ่าพระไทยวัดพรหมคุณารามตายยกวัดในอเมริกา ซึ่งข่าวนี้ดังไปทั่วโลก แกคงคิดว่าถ้าแกช่วยจนชนะแกจะดังไปทั่วโลกเช่นกัน เจ้าอาวาสไม่เห็นด้วยท่านส่งให้เรียนก็เพื่องานพระศาสนา  คงประมาณธุระไม่ใช่ อันนี้ผมคิดเองนะครับ! แกเลยแค้นฝังหุ่นลาออกจากวัดเพื่อทำคดีปรากฏหลักฐานชัดเจนเด็กโดนคดีติดคุก แกเลยซมซานกลับมาขออยู่วัดต่อ แต่วัดบอก ให้มาเป็นพระอาคันตุกะก็ได้ คือปฏิเสธแบบการทูตนั้นเอง แกเลยผูกโกรธจนทุกวันนี้


พวกอยากดังก็โผล่มาอีกเพราะคงเชื่อว่า ใครยุ่งกับเรื่องวัดพระธรรมกายจะดัง ก็คิดกันสั้นๆ แค่นี้แหละครับ สังคมไทยถึงได้วุ่นวายก้าวเข้าสู่ความหายนะทางศีลธรรม


เพราะคนที่มีความแค้นชี้นำไม่คำนึงถึงความเสียหายของชาติและพระศาสนา คนเสพสื่อก็เป็นเครื่องมือในการแก้แค้นและแสวงหาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม สังคมไทยจะไปทิศทางใด มีใครที่เข้าร่วมชี้นำอีก 


พรุ่งนี้มาฟังกันต่อ สำหรับวันนี้ แค่นี้ก่อนนะครับ


พ. ริมฝั่งอโนมา