แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชาวพุทธ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชาวพุทธ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อย่าท้าทาย!!

แม้ความไม่รู้ก็ไม่อาจช่วยให้พ้นพญามัจจุราช ได้???

วันนี้ได้เห็นภาพสมเด็จวัดปากน้ำแล้ว รู้สึกสลดใจว่า  คนไทยทำไมใจถึงได้หยาบช้า ขนาดกล้าด่าพระมหาเถระที่บวชตั้งแต่สามเณร ทำคุณงามความดีมาตลอดชีวิต แค่มีคนไม่กี่คนมาสร้างเรื่องป้ายสี ยัดข้อหาด้วยเจตนาที่เจาะจงมุ่งร้ายทำลายประมุขสงฆ์โดยเฉพาะ แต่ละข้อหาช่างปัญญาอ่อนแต่คนก็เชื่อ เพราะอะไร หรือว่าวินิจฉัยของคนในสังคมตอนนี้ มันเสียไปเพราะแยกไม่ออกว่าอันไหนดีชั่ว ถูกผิด ควรไม่ควร

คนก่นด่าพระอย่างไม่ลืมหูลืมตา ช่างน่าสงสาร ยิ่งท่านมีคุณต่อพระพุทธศาสนามากเท่าไหร่ วิบากกรรมนั้นยิ่งจะส่งผลมากขึ้นเท่านั้น ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม แต่กฎแห่งกรรมนั้นมีอยู่ พระอรหันต์และผู้ปฏิบัติธรรมที่มีคุณวิเศษ ท่านรู้และเห็นด้วยตาภายในเข้าไปเห็นกิเลสที่ก่อให้เกิดวิบากกรรม 


โดยเฉพาะพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นสิ่งเหล่านี้ และพระองค์ทรงจัดหมวดหมู่ของกิเลส เพื่อง่ายต่อการแก้ไข  เป็น ๓ ตระกูล ใหญ่ คือโลภะ โทสะ และโมหะ

ตาภายนอกเราท่านอาจมองไม่เห็นกิเลส แต่สามารถมองเห็นอาการของกิเลสได้ เปรียบเหมือนกระแสไฟ เรามองไม่เห็น แต่เราเห็นอาการของกระแสไฟได้

เหมือนกระแสไฟฟ้าเข้าไปในหลอดไฟ ไฟก็สว่างเป็นต้น เปรียบเหมือนกิเลส เรามองไม่เห็นกิเลส แต่เราเห็นอาการของกิเลส เช่น อาการของกิเลสตระกูลโทสะเวลาโกรธจะหน้าแดง ปากสั่น ตาแดงเป็นต้น ตระกูลโมหะ คนหลงก็จะมัวเมาแสดงออกทางความคิดการกระทำ

อวิชชาความไม่รู้จึงทำให้มนุษย์หลงทำความชั่ว เวลากิเลสเกิดขึ้นก็จะบังคับจิตใจของมนุษย์ ให้พูดคิดทำในเรื่องที่ผิดชั่ว เช่นบางคนเสพสื่อพาลมากๆ หลง คิดว่าพระไม่ดีทั้งหมด ก็จะด่าตำหนิพระทำบ่อยๆ เข้าก็จะมีวิบากกรรม ทำให้ไปเกิดในอบาย พอมีโอกาสได้เป็นมนุษย์ กรรมก็จะส่งผลให้เกิดมามีปากที่เหม็นเน่า ปากเบี้ยวบ้าง เกิดในตระกูลต่ำ ถูกผู้คนเหยียดหยาม ใส่ร้ายป้ายสี เหมือนดั่งที่ตัวเคยทำ รูปร่างก็จะพิกลพิการ  บางกรรมที่มีเจตนาแรงกล้าก็จะส่งผลในชาตินี้ทันที เช่น ทรัพย์สินเงินทองวิบัติ น้ำท่วม ไฟไหม้ อุบัติภัย โรคร้ายรบกวน บางกรรม ก็ส่งผลในชาติต่อไป 

หน้าที่ของกรรมก็จะกดสรรพสัตว์ให้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ตามแรงกรรม จะได้ไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ให้เวียนตายเวียนเกิด กว่าจะมีปัญญามารู้ว่า สิ่งใดผิด สิ่งใดชอบ ก็นานนับกัล์ปไม่ถ้วน กว่าจะมาถึงมีปัญญาดั่งชาตินี้ ก็ต้องผ่านการเวียนตายเกิดมายาวนาน แล้วไปเอาปัญญาใช้ในทางที่ชั่ว ก็วนลงเวียนไปสู่อบาย มีนรก เปรต อสุรกายเป็นต้น มีสัตว์เดียรฉานเป็นปริโยสาน 

ดังนั้นชาวพุทธ ต้องศึกษาความจริงของชีวิตหรือกฎแห่งกรรม เพราะสิ่งที่ทำด้วยความไม่รู้ ด้วยความคะนองปาก วิบากไม่เคยละเว้น จะตามติดไปทุกชาติ ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม ทั้งคน สัตว์ ก็จะประสพเคราะห์กรรมอันสาหัสนี้ อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง หรือคุณจะกล้าท้าทายพญามัจจุราชต่อไป ก็แล้วแต่...เพราะถึงแม้ความไม่รู้ ก็ไม่อาจช่วยคุณให้พ้นจากพญามัจจุราชได้...

รักและห่วงใย


วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ท่านกำลังเอารสนิยมทางการเมือง ไปตัดสินศีลธรรมทางศาสนาอยู่หรือเปล่า???


        ผมฟังข่าว อ่านข่าวเรื่องเกี่ยวกับพระและพระพุทธศาสนาในเวลานี้ ผมเห็นฝักฝ่ายที่มีความคิดตรงข้าม ออกมาให้ความเห็นอย่างเป็นปฏิปักษ์กัน ราวกับเป็นศัตรูกันมายาวนาน พยายามยกอ้างข้อกฎหมาย จริยธรรม พระวินัยของสงฆ์ต่างๆ มากมายเกินกว่าชาวบ้านทั่วไปจะแยกแยะได้ว่า อะไรผิดอะไรถูก เพราะไม่รู้ทั้งเรื่องกฎหมายสงฆ์ และพระวินัยของพระภิกษุ ได้แต่ฟังและอ่านด้วยความห่วงใยบ้านเมืองและพระพุทธศาสนา แล้วใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการเลือกเชื่อว่าใครน่าจะดูมีเครดิตกว่ากัน ระหว่างสองฝ่ายที่ออกมาโต้กันทางสื่อ

         ถ้าไม่นับคนที่มีความรู้ทางศาสนา คนทั่วๆไปที่ไม่มีความรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นทุนเดิม ถ้าเปรียบก็เหมือนคนตาบอดในเรื่องนี้  ผมเห็นวิธีตัดสินใจเดินต่อในเรื่องนี้ 2 แบบ คือ

         กลุ่มที่ 1 เลือกที่จะพึ่งตนเอง เหมือนคนตาบอดใช้ไม้เท้านำทาง เปรียบกับเรื่องนี้ คือการศึกษาหาความรู้ และเลือกที่จะฟังเสียงรอบข้าง แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหนดี ผมว่าพวกนี้ไม่ค่อยมีปัญหา

           กลุ่มที่ 2 เลือกที่จะพึ่งคนอื่น เหมือนคนตาบอดยอมให้คนตาดีจูงไป เปรียบกับเรื่องนี้ คือ เลือกดูว่าฝ่ายใดน่าเชื่อถือกว่ากัน ก็จะยอมเดินตามที่เขาพูดมา ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมตามทฤษฎีสังคมวิทยา มีแนวโน้มใช้ตรรกะการเข้าพวกเป็นเกณฑ์การตัดสินใจ เช่น พวกญาตินิยมก็ว่าคนที่เรารู้จักมักคุ้นดูน่าเชื่อถือกว่า พวกภาคนิยมก็ว่าคนบ้านเดียวกับเราดูน่าเชื่อถือกว่า บางคนก็ดูเครดิตทางสังคมเป็นเกณฑ์              และกลุ่มที่เห็นมากที่สุดในเวลานี้คือ เอารสนิยมทางการเมืองเป็นเกณฑ์ตัดสิน คือถ้าพวกสีเดียวกันพูดอะไรถูกหมด ดังนั้นเพื่อสะดวกในการคิดตัดสินใจ คนฝั่งตรงข้ามกับพวกเดียวกัน ก็ถูกเหมาว่าเป็นพวกการเมืองสีที่เป็นปฏิปักษ์กันไปซะเลย ทำนองว่าจะได้โจมตีได้สนิทใจขึ้น เพราะว่าทางเรื่องศีลธรรมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนัก แล้วการโจมตีทางการเมืองไม่จำเป็นต้องกระมิดกระเมี้ยนด้วยจริตทางศีลธรรมใดๆ สะดวกปากดี

            อันที่จริง เรื่องรสนิยมทางการเมือง เป็นคนละเรื่องกับเรื่องศีลธรรมในศาสนาเลยนะ

          การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ของคนมีกิเลส การตัดสินว่าฟากไหนดีไม่ดี ถูกไม่ถูก หาเกณฑ์แน่นอนไม่ได้ ไม่งั้นจะมีความแนวนิยมทางการเมืองหลายแบบเหรอ มีทั้งประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม เผด็จการ สมบูรณาญาสิทธิราช และอีกหลายแบบพะเรอเกวียนที่เคยมีคนบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ซึ่งนักรัฐศาสตร์ทั่วโลกยอมรับกันว่า ไม่มีรูปแบบการปกครองใดสมบูรณ์ที่สุด รูปแบบหนึ่งๆ ก็เหมาะกับยุคสมัยที่ต่างกัน แม้วันนี้โลกนิยมประชาธิปไตย แต่ถ้าเอาความสุขโดยรวมของประชาชนเป็นเกณฑ์ เราก็บอกไม่ได้ว่า ประชาธิปไตยในวันนี้ดีกว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชในอดีต(อ้อ ลืมไป วันนี้ประชาธิปไตยกำลังเพาะเมล็ดอยู่)

              ส่วนเรื่องศีลธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของคนอยากหมดกิเลส และเป็นเรื่องที่มีกฎเกณฑ์ตัดสินตายตัว ไม่สนว่าพวกใคร ไม่สนว่าข้างไหนเสียงดังกว่า ไม่สนว่าผู้มีอำนาจสนับสนุนฟากไหน อย่างในสมัยพุทธกาล พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเข้าพวกกับพระเทวทัตเป็นกษัตริย์แคว้นมคธที่มีอำนาจมาก สนับสนุนกำลังคนและอาวุธให้เทวทัตตามฆ่าพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร ไม่เปลี่ยนหลักการทางศีลธรรม พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพ่อตัวเอง ก็ยังเป็นบาป เป็นอนันตริยกรรมตามหลักพระพุทธศาสนาเช่นเดิม ส่วนพระองค์ก็เสด็จย้ายไปประทับที่แคว้นโกศล จนถึงปลายสมัยพุทธกาล พระเจ้าอชาตศัตรูได้สำนึกในความผิด ก็ไปกราบขอขมาโทษต่อพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นก็ได้กระทำการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นการใหญ่ จนได้ชื่อว่าเป็นองค์พุทธศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น นอกเหนือจากพระเจ้าอโศกมหาราช

           ผลการเลือกข้างทางการเมือง ก็มีแพ้มีชนะแบบโลกๆ ในฐานะชาวบ้าน เมื่อข้างตนชนะก็สะใจ แพ้ก็ห่อเหี่ยวกันไป แต่ก็ไม่ได้ผลประโยชน์หรือโทษอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก ยังจนเหมือนเดิม ยังต้องดิ้นรนทำมาหากินกันต่อไป

            แต่ผลการเลือกข้างทางศีลธรรม มีผิดถูกชัดเจน เข้าข้างผิดก็เป็นบาปอกุศลมีผลวิบากกรรมเป็นทุกข์ทั้งในชาตินี้ชาติหน้า ถ้าเลือกข้างถูกก็เป็นบุญกุศล มีผลวิบากที่เป็นสุขทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆไป แม้จะมีพวกมาก มีผู้มีอำนาจสนับสนุนถ้าผิดศีลธรรม ก็ผิดอยู่วันยังค่ำ ไม่มีอะไรลบล้างได้ แม้สำนึกได้ในภายหลังก็ไม่อาจพ้นผลวิบากกรรมได้ อย่างพระเทวทัตที่สำนึกได้ในภายหลังก็ยังไปอเวจีมหานรกอยู่ดี แต่อย่างพระเจ้าอชาติศัตรูทำบุญไถ่โทษเป็นการใหญ่ เลยลดหย่อนผ่อนโทษไปแค่นรกขุมบริวารของโลหกุมภีนรก
            เพราะฉะนั้น อย่าเอาเรื่องรสนิยมทางการเมือง มาเป็นเกณฑ์ตัดสินความผิดถูกทางศีลธรรมเลยนะ ไม่คุ้มกับผลที่จะได้เลยครับ

            คนกลุ่มที่ 2 นี้บางคนแม้ตัดสินเลือกเชื่อไปแล้ว แต่ยังมีสติยับยั้ง ไม่พลอยผสมโรงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไป แต่ปัญหาคือ บางคนพอตัดสินใจเลือกเชื่อ หรือเลือกข้างได้แล้ว ก็อินจัด พลอยดราม่าผสมโรงไปด้วย อ่านบางคอมเม้นท์แล้วทำใจเฉยๆ ก็ขำในตรรกะทางความคิด ว่า พวกข้ามีคุณธรรมสูงส่งกว่าใคร และต้องถูกต้องเสมอ โดยไม่ได้หยุดคิด แยกแยะว่า เรื่องการเมืองเป็นเรื่องทางโลก แต่เรื่องพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องทางธรรม




             ทำให้ผมนึกถึง เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง จากคอลัมน์ Market-Think ของคุณสรกล อดุลยานนท์ ในประชาชาติธุรกิจ ให้ข้อคิดในวิธีแก้ปัญหาด้วยสติ โดยหยุด "ดู" ปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนั่งเงียบๆ "ฟัง" เหตุผลจากใจตัวเอง มีความว่า

เศรษฐีกับพวกไปเที่ยวฟาร์มแห่งหนึ่ง ทุกคนสนุกสนานกับธรรมชาติและกิจกรรมในฟาร์มมาก
จนมาถึงการโชว์ในคอกม้า นอกจากการโชว์ลีลาของม้าแล้ว ทุกคนยังได้ขี่ม้าเล่นอีกด้วย
จบกิจกรรมในคอกม้าด้วยความสนุกสนาน

แต่ขณะที่กำลังจะเดินออก เศรษฐีคนนั้นก็พบว่า "นาฬิกาพก" รุ่นเก่าที่ภรรยาซื้อให้ในวันเกิดหายไป
มันต้องตกอยู่ในคอกม้าอย่างแน่นอน
เขากับเพื่อนช่วยกันกระจายกันเดินหา "นาฬิกา" ทั่วคอกม้า

ระหว่างเดินหาเพื่อนก็พยายามพูดให้กำลังใจเศรษฐีคนนี้
เดินหาเท่าไรก็ไม่พบ

เขาไปแจ้งเจ้าของฟาร์มให้ช่วยเหลือ
เจ้าของก็แสนดี เกณฑ์คนที่ว่างงานอยู่เกือบ 20 คนไปค้นหา
มีทั้งคุณลุงที่ประจำอยู่คอกม้า ผู้หญิงที่ทำความสะอาด และเด็กชายคนหนึ่ง

ทุกคนกระจายกันค้นหา มีการตะโกนบอกกันเป็นระยะๆ ว่า ค้นตรงนั้นแล้วไม่เจอ ให้คนนั้นไปหาตรงนี้
ใช้เวลาค้นหาประมาณ 1 ชั่วโมงก็หา "นาฬิกา" ไม่เจอ

เศรษฐีเริ่มสิ้นหวัง คิดว่าคงต้องสูญเสียนาฬิกาเรือนนี้ไปอย่างแน่นอน
ขณะที่พนักงานของฟาร์มจะเดินจากไป เด็กชายคนนั้นเดินย้อนกลับมาหาเศรษฐีคนนี้อีกครั้ง

"ขอผมลองเข้าไปดูอีกครั้งนะครับ แต่ขอผมเข้าไปคอกม้าคนเดียว"

แม้จะรู้สึกว่าเสียเวลาเปล่า แต่เมื่อเด็กน้อยมีน้ำใจ เขาก็พยักหน้าทั้งที่ไม่มั่นใจว่าจะหาเจอ
พวกเพื่อนๆ ก็บ่นลับหลังว่า พวกเราและคนของฟาร์มตั้งเยอะยังหาไม่ได้

"ไปหาคนเดียวจะเจอได้อย่างไร"

แต่ไม่ถึง 15 นาที เด็กชายคนนี้เดินออกมาด้วยรอยยิ้ม เขาชูนาฬิกา

"ใช่ เรือนนี้หรือเปล่าครับ"

เศรษฐีดีใจมาก เพราะนั่นคือ "นาฬิกาพก" แสนรักที่เขากำลังค้นหาอยู่
เขากล่าวขอบคุณและให้สินน้ำใจกับเด็กน้อย
แต่ยังคาใจ

"เธอหาเจอได้อย่างไร"

เด็กน้อยยิ้มแฉ่ง บอกว่า พอเข้าไปข้างในคนเดียว เขาก็เพียงแต่นั่งเงียบๆ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนจุดนั่งไปเรื่อยๆ
"แค่จุดที่ 3 ผมก็ได้ยินเสียงติ๊กต่อก ติ๊กต่อก" เขาเล่า
"ผมแค่เดินตามเสียงนั้นไปก็เจอนาฬิกาเรือนนี้"

ครับ การค้นหานาฬิกาเรือนนี้ทั้ง 2 ครั้ง ทุกคนคุยกันไปหากันไป
ทุกคนพยายามมองหาตัว "นาฬิกา"
ไม่ได้คิดจะฟัง "เสียง" ของนาฬิกา

เสียงพูดคุยกลบเสียงดังของนาฬิกาไปสิ้น
เรื่องเล่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการแก้ปัญหาไม่ได้มีเพียงหนทางเดียว

เราสามารถค้นหา "นาฬิกา" ได้ 2 แบบ
จะ "ดู" หรือจะ "ฟัง"

ทุกปัญหาก็เช่นกัน เราจะแก้ปัญหาแบบที่คนส่วนใหญ่ทำ
หรือเราจะมองปัญหาให้ละเอียด มองให้ครบทุกองค์ประกอบ

บางทีการแก้ปัญหาอาจมีหลายหนทาง
และอีกเรื่องหนึ่งที่ "เด็ก" คนนี้สอนเราก็คือ ในภาวะที่ปัญหาหนักหนาสาหัสแบบวันนี้ 
บางครั้งเราต้องนิ่ง ต้องมี "สติ" ทำใจให้สงบ

เมื่อมีสมาธิ จึงจะค้นพบ "ทางออก"
ครับต้องนิ่ง และเงียบเท่านั้น
เราจึงจะได้ยินเสียง "นาฬิกา"

วันนี้ลองหยุดส่งเสียงด่าทอกันสักวัน แล้วลองฟังเสียงของความยุติธรรมในใจเราว่า อะไรคือผิด อะไรคือถูก

การด่าคนอื่น เป็นความดีจริงหรือ การด่าทอกันทำให้ใครเป็นคนดีขึ้น หรือบ้านเมืองดีขึ้นได้หรือเปล่า ถ้าได้จริง ต่อไปนี้เราจะได้ตั้งหน้าตั้งตาด่ากันอย่างจริงจัง

การไม่ยอมฟังกัน ไม่พูดกันก่อนด้วยเหตุผล เอาแต่โพนทะนาว่า เอ็งผิด เอ็งชั่ว เป็นสิ่งดีถูกต้องจริงหรือ



ผมเชื่อว่า ทุกคนมีจิตเดิมแท้ที่สว่างไสว วันนี้ ลองฟังหัวใจตัวเองกันดูนะครับ




วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มิใช่ของใหม่!!!

ของใหม่และของเก่า เล่าสู่กันฟัง

       ต้องขออภัยสำหรับผู้ที่อาจจะมีจิตใจที่งดงามอยู่แล้ว แม้ไม่อยากจะอ่านจะเห็น หรืออาจจะไม่อยากได้ยิน แต่เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ถ้าผู้ติดตามข่าวทางหนังสือพิมพ์หรือสื่อทุกประเภท จะพบว่า ข่าวในเมืองไทย ส่วนใหญ่แล้วเป็นข่าวที่ลงต่อว่าพระสงฆ์ไม่เว้นแต่ละวัน จาบจ้วงแม้กระทั่งสถาบันสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือ มหาเถรสมาคม ที่มีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประมุข หรือเรียกง่าย ๆ ว่าสถาบันที่มีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นพระราชาแห่งคณะสงฆ์ทั้งแผ่นดินนั่นเอง ซึ่งในฐานะเราเป็นชาวพุทธคนหนึ่งที่เฝ้าดู และติดตามการกระทำของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ประทุษร้ายพระสงฆ์ด้วยคำพูดที่เสียหาย ทำลายศรัทธาของชาวพุทธมานานนับหลาย 10 ปี จะขอเล่าเรื่องราวที่คล้ายในอดีตสู่กันฟัง...

          จริง ๆ แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวพุทธไม่ใช่ของใหม่ เป็นคล้ายเรื่องเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เรามาดูตัวอย่างกัน

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบุญได้เกิดเป็นลูกกษัตริย์

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบุญที่ได้เกิดเป็นชาย ที่มีโอกาสได้บวชเป็นพระ ผู้หญิงบวชพระไม่ได้

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบุญได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบุญ : เกิดเป็นญาติกับพระนางยโสธรา พระชายาของเจ้า

ชายสิทธัตถะ ซึ่งต่อมาได้บวชและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบุญ : ได้มาบวชเป็นพระภิกษุ ในสำนักของพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบาปเข้ามาแทรก : ได้มาบวชในสำนักของพระพุทธองค์ แล้วอยากเป็นใหญ่ ด้วยการคิดล้มล้างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วสถาปนาตนเองขึ้นปกครองสงฆ์ทั้งหมดแทน แล้วเขาก็มีความพยายามทุกวิถีทางเช่นกัน

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบาปเข้ามาแทรก : จนเขาพยายามฆ่าพระพุทธองค์ด้วยการจ้างนายขมังธนูมาลอบยิงหวังปลงพระชนม์

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบาปเข้ามาแทรก : ทำให้เขาคนนั้นพยายามชักชวนหมู่สงฆ์ให้แตกแยกทั้งที่ตอนนั้นยังมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปกครองอยู่ซึ่งเป็นกรรมหนังหรือเรียกว่า สังฆเภท
ใครคนหนึ่ง : ที่มีบาปเข้ามาแทรก : ทำให้เขามีฤทธิ์มากขนาดหลอกให้พระเจ้าอชาติศัตรูฆ่าพระบิดาของตนเองได้

ใครคนหนึ่ง : คนๆ นั้น ในพระไตรปิฎกบันทึกเอาไว้คือ พระเทวทัต ที่ทุกคนรู้จักดีนั่นเอง 
        
       ด้วยผลการกระทำต่าง ๆ ที่เป็นกรรมหนักหรือครุกรรมของพระเทวทัต ท้ายที่สุดแม้แผ่นดินที่หนาและแข็งแกร่งขนาดรองรับภูเขาได้แต่ไม่สามารถรองรับวิบากกรรมชั่วที่สะสมอยู่ในใจของพระเทวทัตได้ จึงแยกออกและมีเปลวไฟนรกพุ่งออกมาและสูบร่างของพระเทวทัตลงสู่อเวจีมหานรกในที่สุด 

      โชคดีที่ก่อนตาย แม้จะประกอบกรรมชั่วไว้มากมาย แต่พระเทวทัตกลับสำนึกได้เมื่อธรณีสูบเหลือแค่คอ ได้น้อมเอาศรีษะถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระศาสดา พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาลพระเทวทัตจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระนามว่า อัฏฐิสสระ ด้วยผลบุญนั้น

       พระเทวทัตต้องไปเสวยวิบากกรรมในอเวจีมหานรกอย่างทุกข์ทรมานไม่มีสิ่งใดเปรียบอีกยาวนานนับประมาณมิได้ กรรมหนักเช่นนี้ทำให้ต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ ยืดเยื้อเวลาในการบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไปอีกยาวนานแสนนาน... กว่าจะถึงวันหมดกิเลส!!! 

 พิณสายกลาง



วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พุทธอิสระ..เป็นพระสงฆ์...ใช่หรือไม่???

ปาราชิก โทษประหารชีวิตความเป็นพระ : ใช่ว่าใครก็จะโจทย์ส่งเดชได้ง่าย.
........
"กรรม ประกอบด้วยเจตนา"
......
ในโพสต์ครั้งก่อนข้อ "เจ้าคุณเบอร์ลิน กางวินัย ถกอาบัติกับพุทธอิสระ" ไปรอบที่หนึ่ง
ปรากฏว่า ได้อานิสงส์ทันตา คือ
พุทธอิสระ ถวายคดีหมิ่น มาให้คราวเดียวกับที่แก ไปแจ้งจับ มส. ม. 157 ข้อละเว้น กรณีธัมมชโย.
..........
มาครั้งนี้
ด้วยยึดกุศลเจตนาเป็นที่ตั้ง
ผมก็จะชวนแกมาฟังเรื่อง "ปาราชิก ของจริงของแท้บ้าง"
หลังที่แกนำศิษย์หลงทางมาทั้งชีวิตเกิด
ส่วนเมื่อฟังเสร็จแกจะถวายคดีหรืออะไรผมมาอีก
ก็เรื่องของแกครับ แต่ถ้า
"โจรเอาของมาถวาย ผมไม่รับนะครับ เดียวโดนข้อหารับของโจร
ข่าวว่า คดีแกเพรียบเลย บางคดีตัดสินไปแล้ว อายุความก็มีอยู่ด้วย"
เมื่อวันที่แกไปนั่งหน้าตำรวจนั้น ข่าวว่า
"ตำรวจอาจจะโดน ม. 157 ด้วย เพราะเจอผู้ต้องหาแล้วไม่จับกุม"
........
มาครับท่านผู้แสวงหาความรู้ทั้งหลาย
เชิญมาเอาสาระ คติธรรมกับเรื่อง "อาบัติพระ" 
ข้อปาราชิกกันต่อดีกว่าครับ
ส่วนโต้รายวันนั้น ผมว่าชักไร้สาระแล้วครับ
ใครจะออกข่าวว่า
"จะแจ้ง จะร้อง มส. ที่นั่นที่นี่ ก็ปล่อยให้มันเซ่อจนตายไปเถอะครับ
โปรดไม่ขึ้น ก็ปล่อยมันบ้าไป".
เมื่อวานเห็นว่า มีระดับ ศ. ดร. กฏหมาย อดีตคณะบดี มธ. จะชวนพวกมิฉาทิฏฐิไปร้องศาลปกครองว่า
"บอกชาวบ้านว่า มส. ตัดสินเรื่องวินัยของพระครั้งนี้ไม่ถูกต้อง
แต่ดันผ่ากล่าวหาว่าอาจผิดกฏหมายอาญา จะฟ้องศาลปกครองไปโน่น" เอาเลยครับอย่าช้า
คิดได้ไงเนี๊ยะ ดร. ม. บีช France
ไปร้องเร็ว ๆ นะครับ
คงได้ฮากลั่น มธ. แน่ ตาย ๆๆๆ.
.......

สาระ
"กรณีตัดสินให้พระเป็นปาราชิก"
- เรื่องอาบัติพระนั้น
มีความละเอียดอ่อน มีแง่มุมมาก แต่ก็ไม่ยากเกินจะทำความเข้าใจ.
......
- วันนี้คนพูดถึงอาบัติพระกันมาก
ถูกบ้าง ผิดบ้าง พูดเอามัน เอาสะใจเข้าว่าบ้าง ออกทะเลบ้าง
โดยไม่คำนึงถึงว่า จะสร้างความเสียหายแก่พระศาสนากันเลย.
......
- แต่ถ้ามองอีกด้าน ก็เป็นเรื่องดีครับ
เพราะเป็นโอกาสแห่งการแสวงปัญญา เพื่อเสริมภูมิกันของชาวพุทธ
จะได้รู้ได้เข้าเรื่องนี้กัน ก็คราวนี้แหละ.
.....
ตามมาเรื่อย ๆ ครับ
"เรื่องการเป็นอาบัติ"
- กรณีหากพระภิกษุ ทำผิดพระวินัยข้อใดข้อหนึ่ง ในจำนวนพระวินัย 227 ข้อ ก็จะเป็นอาบัติทันที
ในทันทีที่กระทำ
เมื่อรู้ตัวแล้ว สำนึกผิด
ก็ออกจากอาบัติตามวิธีที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดโทษไว้.
.......
"ลำดับอาบัติพระ"
- ปาราชิก เป็นอาบัติที่มีโทษอย่างหนัก เป็นพระ ปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ
- โทษอย่างกลาง เป็นสังฆาทิเสส ต้องเข้ากรรมจึงจะพ้น
-โทษอย่างเบา ต้องแสดงคืนอาบัติ.
........
"กระบวนการตัดสินทางสงฆ์"
- ในกรณีที่ภิกษุรูปใด
ถูกโจทก์ว่าเป็นอาบัติ อาจต้องด้วยไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ ต้องด้วยดื้อด้าน แต่ยังฟืนทำลง หรือต้องด้วยถูกใส่ความ
ซึ่งขึ้นอยู่กับกรณี
ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการปรับอาบัติ คือ กระบวนการตัดสินคดีความทางสงฆ์
ซึ่งไม่ใช่ถูกโจทก์แล้วก็จะเป็นอาบัติเลย
โดยเกี่ยวข้องกัน 3 ส่วน คือ
1. อาบัติ ที่ถูกโจทก์ 
2. ผู้โจทก์
3. องค์คณะพระวินัยธรผู้วินิจฉัยอธิกรณ์.
.........
- ในการตัดสินอธิกรณ์ นั้น
ผู้โจทก์ไม่มีสิทธิ์เป็นผู้ตัดสินผู้ถูกโจทก์ว่า เป็นอาบัติหรือไม่
ทั้งไม่มีสิทธิ์ชี้นำ
ผู้โจทก์มีหน้าที่ในการโจทก์
ไม่ใช่ผู้ตัดสิน
แต่การตัดสิน เป็นหน้าที่ของพระวินัยธร ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์
ซึ่งสงฆ์มอบหมาย เรียกว่า "การกสงฆ์" (กา - รก)
- แม้พระพุทธเจ้าเอง ก็ทรงก็ใช้วิธีเดียวกันนี้
ตรงนี้อย่าหลงประเด็นนะครับ
อย่า ไปตามกระแสที่ชั่ว พระชั่ว มันพยายามชักนำ แล้ววางกับดักไว้ให้เชื่อตาม เพื่อจุดประสงค์ของพวกมัน.
......
ตรงนี้ขอแทรกว่า
ในกรณีพระลิขิต (ที่เรียกกัน)
จึงไม่ใช่ "คำตัดสิน"
พระลิขิตมีสถานะเป็นเพียงผู้โจทก์ ตามพระธรรมวินัย เท่านั้น.
- หากผู้โจทก์ เป็นผู้ตัดสินเองเสียด้วยแล้ว
ก็จะผิดทั้งธรรมวินัย กฏหมาย และกฏมหาเถรสมาคมเสียเอง
นี่ไม่นับเรื่อง "นานาสังวาส".
ถ้าอย่างนี้ผู้ถูกโจทก์ ก็มีแต่ตายกับตายซีครับ.
..........
"ยกตัวอย่าง"
- กรณีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชผู้โจทก์ พระธัมมชโย (อ้างตามพระลิขิต) ว่า
เป็นอาบัติปาราชิก เพราะเอาที่ดินวัดมาเป็นของตน
เฉพาะเพียงแค่ยึดพระลิขิตโจทก์เท่านี้
ก็มาตัดสินว่า พระธัมมชโย เป็นปาราชิกเสียแล้ว
ก็เป็นการไม่ให้ความเป็นธรรม แก่ผู้ถูกโจทย์ ผิดหลักธรรมวินัย
ทั้งไม่เปิดโอกาสให้พระธัมมชโยได้แก้ต่าง ด้วยวิธีวินิจฉัยอธิกรณ์ ตามหลักพระธรรมวินัย.
.....
- ในกรณีนี้ ท่าน (พุทธเจ้า)
จึงมีศาลสงฆ์ไว้ให้ต่อสู้คดี หรือต่อสู้อธิกรณ์ที่ถูกฟ้อง
เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย.
...
- ตรรกะเดียวกัน อีกตัวอย่างหากผมเจ้าคุณเบอร์ลินโจทก์พุทธอิสระว่า
"พุทธอิสระข่มขู่กรรโชกทรัพย์เขาที่โรงแรม แล้วได้มา
เช่นนั้น พุทธอิสระก็ต้องเป็นอาบัติปาราชิก ไปแล้ว ใช่ไหม". 
....
- กรณีนี้ ขอถามชาวพุทธทั่วประเทศ ที่มีใจเป็นธรรรมดังๆ ว่า
พุทธอิสระ เป็นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระไปแล้ว ใช่หรือไม่.
.....
พุทธอิสระ

- ขอให้ช่วยกันตอบจากความยุติธรรมในหัวใจ
อย่าตอบจากความอยุติธรรมที่มีอคติ
และขอให้ซื่อสัตย์ต่อพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ด้วย.
....
- เพราะหากพิจารณาตามตรรกะนี้ พุทธอิสระ ก็ขาดจากพระเสียไปแล้ว
ถามว่า ขาดจากความเป็นพระเพราะเหตุไร
มาดูคำตอบครับ
ก็เพราะว่า สิ่งที่พุทธอิสระกระทำครบ "อวหาร" คือ อาการ 5 อย่าง
เหตุแห่งการตัดสิน "ปาราชิก" ชัดเจน คือ
1. เงินนั้นมีเจ้าของหวงแหน
2.ตัวพุทธอิสระเองก็รู้ว่าเขาหวงแหน
3.เงินนั้นเกินราคา 5 มาสก
4.พุทธอิสระมีจิตคิดจะกรรโชกเอาเงินนั้นมาจากเจ้าของ
5. เงินนั้นเคลื่อนจากฐานเดิมมาถูกมือพุทธอิสระ
หากวิเคราะห์อวหาร 5 แห่งปาราชิก ในกรณี ที่ พุทธอิสระอาจเข้าข่ายขู่กรรโชกทรัพย์ครั้งนี้
ชัด ๆ คือ
- เงินนั้นมีเจ้าของหวงแหน
- แม้ตัวพุทธอิสระเอง ก็รู้ว่าเขาหวงแหน
แต่เขาจำเป็นต้องยื่นออกไปให้พุทธอิสระ
ก็ด้วยความเกรงกลัวต่อชีวิตและทรัพย์ส่วนอื่นๆ จะเสียหาย
- เงินนั้นเกินราคา 5 มาสก คิดราคาขณะทำผิดเท่ากับทองคำหนัก 1 บาท
- กรณีพุทธอิสระมีจิตเป็น "สจิตตกะ" คิดจะกรรโชกเอาเงินนั้นมาจากเจ้าของ.
.....
- ชัดเจนอีกส่วน หาก พิจารณาโดยอำนาจหน้าที่
พุทธอิสระไม่มีอำนาจหน้าที่อะไรที่โรงแรมแห่งนั้น
ไม่ว่าทั้งทางพระธรรมวินัย และทางกฎหมาย
จึงเป็นเหตุเชื่อได้ว่า พุทธอิสระมีจิตเป็น "สจิตตกะ" อันเป็นอวหารที่สำคัญแห่งองค์ปาราชิก
แล้วเงินนั้น ก็เคลื่อนจากฐานเดิมมาถูกมือพุทธอิสระ แถมนับเพลินออกยูทูปเรียบร้อย.
...
- พฤติกรรมทั้งหมดนี้
ครบอวหาร 5 ประการ แห่งปาราชิก อย่าง สมบูรณ์ บริบูรณ์ ไม่ขาดแม้แต่ข้อเดียวเลยครับ
- กรณีโทษแห่งอาบัติ 
พุทธอิสระ จึงขาดความเป็นพระทันที เน้นว่า "ทันที"
โดยไม่ต้องรอพระวินัยธรตัดสินอธิกรณ์.
......
- ดังนั้น ในวันนี้ เมื่อเจ้าคุณเบอร์ลิน ตัดสินไปเช่นนี้
ดังแถลงแจ่มแจ้งมาดังนี้แล้ว
สมมติ พุทธอิสระ แน่จริงดังคุย
ก็ต้องท้าว่า หากเห็นว่าเป็นปาราชิก ก็ฟ้องได้เลย
ไปแจ้งความได้เลย
หากไม่ฟ้อง พุทธอิสระจะไปฟ้องหมิ่นประมาท (อีกแล้วครับท่าน)
โทษฐานที่ เจ้าคุณเบอร์ลิน ทำให้อับอายขายหน้า (ไอ้นี่ชอบรักษาหน้า)
ก็เชิญนะครับ มีคนแนะขนาดนี้ ไม่ขอบคุณก็เกินคนแล้วละ.
......
- ผมว่า ตัวพุทธอิสระนั้น แกก็ไม่โง่นักหรอก น่าจะเป็นผู้ฉลาดในพระวินัยบ้าง
คือถึงยังไงก็รู้ว่า ตนเป็นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระไปเรียบร้อยแล้ว
มันไม่ต้องรอให้ใครฟ้อง นับแต่มือแตะต้องเงินที่กรรโชกมา
เงินก็ได้เคลื่อนจากฐานเดิม
ตรงนี้ก็ปาราชิกแล้ว ไม่ต้องรอให้ใครฟ้อง
จริงไหมครับ "แมวแห่งแจ้งวัฒนะ".
.......
- ทีนี้ สมมติ พุทธอิสระ เกิดหัวแมว
ไม่ยอมรับว่า ตัวเองเป็นอาบัติปาราชิกแล้ว ไม่ได้เป็นพระแล้ว
หรือดื้อด้านแกล้งทำเป็นดื้อตาใส ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
กลบเกลื่อนด้วย "ทุมมังกุวิธี" คือ วิธีของพระเก้อยาก (อ่านว่า พระ-เก้อ-ยาก)
หรือ วิธีของพระหน้าด้าน, พระหน้าหนา, พระไม่มียางอาย.
...
จะทำอย่างไรกันละ
มีวิธีครับ ไม่ยาก
- พระพุทธองค์ทรงเป็นสัพพัญญู รู้แจ้งโลก มีความเป็นธรรม
รู้ว่ามนุษย์นี้มากเล่ห์เพทุบาย ลางทีอาจมีคนใส่ความ ใส่ร้ายป้ายสีกัน
พระองค์ จึงทรงให้มีพระวินัยธรผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ มาตัดสิน
พูดง่ายๆ ให้มีศาลสงฆ์คอยตัดสินคดีความที่เกิดขึ้นในพระศาสนาของพระองค์
- ไม่ใช่ตัดสินคนเดียว ต้องตัดสินเป็นองค์คณะพระวินัยธร.
.....
- เมื่อศาลสงฆ์ ซึ่งทำหน้าที่แทนสงฆ์ตัดสินไปแล้ว
ก็ให้ถือเป็นที่สิ้นสุด ยุติ ห้ามรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่อีก
เพราะจะวุ่นวายไม่จบสิ้น
พระศาสนาก็จะบอบช้ำ 
เป็นที่เอือมระอาแก่หมู่คณะ
สั่นคลอนศรัทธาของพุทธบริษัท.
.....
มติ มส. 10.02.2016
- ทีนี้มาเรื่องที่ มส. ท่านยืนตามศาลสงฆ์
ไม่ปรับอาบัติปาราชิกแก่ธัมมชโย
นั่นก็เพราะ มส ชุดนี้ ท่านไม่มีหน้าที่ไปรื้อฟื้นคดี
ที่ มส. ชุดเก่าระงับอธิกรณ์ไปแล้ว เสร็จสิ้นแล้ว
ตามธรรม ตามวินัย ครบไปแล้ว
- หากรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ มส. ทั้งหมด ก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์เสียเอง
โทษฐานละเมิดข้อบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้ .
....
- ส่วนสาเหตุที่ท่าน ไม่ปรับอาบัติปาราชิกพระธัมมชโยกรณีที่ดิน (ต้องย้ำว่า กรณีที่ดิน)
ก็เพราะไม่ครบองค์อวหาร" คือ อาการ 5 อย่าง แห่งการตัดสินปาราชิก คือ
1. ที่ดินนั้นเจ้าของเขาถวายวัด
2. พระธัมมชโยในฐานะเป็นเจ้าอาวาสวัด ก็รู้ว่าเขาถวายวัด
3.ที่ดินนั้นตีราคาเกิน 5 มาสก
4. พระธัมมชโยไม่มีจิตคิดจะลัก(ไม่มีเถยยจิต) เพราะถือวิสาสะว่า ตนเป็นเจ้าอาวาส มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง
5. ที่ดินนั้นก็ยังอยู่ครบตามที่เขาถวาย ไม่ได้ถูกจำหน่ายจ่ายแจกออกไปจากศาสนา หรือผิดวัตถุประสงค์ทายกผู้บริจาค.
.....
"วิเคราะห์องค์ อวหาร 5 อย่างแห่งปาราชิก ของพระธัมมชโย"
- ที่ดินนั้นเจ้าของเขาถวายวัด พระธัมมชโยในฐานะเป็นเจ้าอาวาสวัด
ก็รู้ว่าเขาถวายวัด
ที่ดินนั้นตีราคาเกิน 5 มาสก
พระธัมมชโยไม่มีจิตคิดจะลัก (ไม่มีเถยยจิต)
เพราะถือวิสาสะว่า ตนเป็นเจ้าอาวาส
ที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งทางพระธรรมวินัยและกฏหมาย
การเซ็นรับที่ดิน เป็นอำนาจหน้าที่เจ้าอาวาส จึงจะสมบูรณ์ ( คือ พระลูกวัดรับแทนไม่ได้ เว้นแต่กรณีที่เจ้าอาวาสมอบหมาย)
สุดท้ายที่ดินนั้น ก็ยังอยู่ครบตามที่เขาถวาย ไม่ได้ถูกจำหน่ายจ่ายแจกไปที่ไหน.
- พูดง่ายๆ เมื่อเขาถวายที่ดินให้วัด วัดเซ็นรับที่ดินเองไม่ได้
เพราะตัววัดไม่มีชีวิต
ก็ต้องให้เจ้าอาวาส (เจ้าหน้าที่) ก็ต้องเซ็นรับ ในฐานะเป็นนิติบุคคล ทำการแทนวัด.
.....
- ตรงนี้แหละที่ผมเคยเคยบอก DSI ไปนานแล้วว่า
"ถ้าระบุว่าผู้เซ็นเป็นในนามเจ้าอาวาส ก็รีบขึ้นรถกลับ สนง.ทันที"
เริ่มหายมึนยังครับ.
.....
จบไหม
- เกิดปัญญามัยครับชาวพุทธไทย ฟังผมแจงมา
แจ้งชัดแดงแจ๋แบบนี้
ผมว่าอย่าปล่อยให้พุทธอิสระหลอกตีกินอีกเลย จบ ๆ กันสักที
เวรกรรมมันกำลังจะตามทันตาเห็น จะต้องประสบหายนะถึงความฉิบหาย 10 ประการ (ตามโพสต์ที่แล้ว) เร็ว ๆ นี้แหละ
ตอนนึ้สังคมก็เริ่มรุกให้ไม่มีที่ยืนทุกวัน ๆ แล้ว.
......
- เห็นมัยละครับว่า มส. ท่านเที่ยงตรงต่อพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ ยึดพระธรรมวินัยเป็นหลักอย่างไร
ท่านกล้าในพระธรรมวินัยอย่างไร.
......
- ตอนนึ้ ก็ยังเหลือก็แต่พุทธอิสระนั่นแหละ ว่าจะเอาไงกับชีวิตตนเองดี
หากยัง เป็น "ทุมมังกุภิกษุ" แอบเอาจีวรพระมาห่อกาย แม้ไม่รู้สึกละอายต่อบาปกรรมที่ทำลงไป ไม่รู้สึกละอายต่อตัวเอง
ก็ขอให้ละอายต่อผ้าเหลืองธงชัยอรหันต์ที่เอาห่อหุ้มกายตนเองบ้างเถอะครับ
ถึงเวลานั้น ผู้คนเขาก็คงอโหสิกรรมให้บ้างแหละครับ.
- แต่ตอนนี้ ผมจะบอกให้เอาบุญว่า..
"คนในประเทศไทยเกิน 60 ล้านคน เขามีแต่สาบแช่งคุณ และพวก "เข้าพวก" กันทุกวินาทีนะครับ"
ดีหรือ ถูกหรือ เจริญหรือ แบบนี้
ไม่เชื่อลองเดินไปไหนคนเดียวดูซิ กล้าเปล่า.
........
- ขอให้มีความแจ่มแจ้งในพุทธธรรมทุกท่านนะครับ
จบ จบ และจบ (ก่อน)
โพสต์ "อนันตริยกรรม" มีเสียวครับ
โชคดีมีชัยทุกท่านครับ.
เจ้าคุณเบอร์ลิน
14.02.2016