วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

DSI ครับ... มหาชนเขาอยากจะบอกกับท่านว่า...

เลิกให้สัมภาษณ์ดีกว่าครับ!!! 
แค่พูดว่า ให้เป็นไปตามกระบวนการก็พอ 
เสียชื่อเปล่าๆ เขาเห็นไส้หมด ....

1. คดียังไม่เริ่มต้น แค่ขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหา 
จะชี้นำว่า หลวงพ่อธัมมชโยรับถูกต้อง-ไม่ถูกต้อง ไม่ได้ 
โดยเฉพาะเช็คเป็นหมื่นล้าน บริจาคไปหลายกลุ่ม 
และตรวจสอบได้หมดเพราะเป็นเช็ค 
ถ้าพูดแบบนี้ก็ต้องแจ้งข้อหาในเช็คทุกใบทั้งหมื่นล้านซิ

2. ใครที่ไหนจะบ้า 
รับของโจร ฟอกเงิน ร่วมลักทรัพย์ เป็นเช็ค!!! 
ตามีตามาก็รู้ว่า เช็คมีไว้เพื่อความบริสุทธิ์ใจ 
ตรวจสอบได้ รู้เส้นทาง รู้ที่มาที่ไปหมด 
ในกรณีอย่างนี้คนที่รับเช็คซึ่งรับบริจาคมา 
มันก็ไม่ครบองค์ประกอบตั้งแต่แรก 
ตั้งข้อหาแบบนี้...
รังแต่จะทำให้คนรักความยุติธรรม คลางแคลงใจ
องค์ประกอบความผิดฐาน "รับของโจร"

3. ในส่วนของหลวงพ่อ 600 กว่าล้าน 
เป็นเช็ค 20 ฉบับ รับโดยเปิดเผย 
บริจาคตามช่วงเวลา เช่น กฐิน ผ้าป่า 
ไม่มีแม้แต่ใบเดียวที่ท่านเบิกมาเป็นเงินสดเข้าตัวเอง
เส้นทางการเงินเข้าสู่วัด มูลนิธิ ตรวจสอบได้หมด 
และที่สำคัญคดีที่มีเช็คเกี่ยวข้อง 
ศาลให้เข้าสู่ขบวนการไกล่เกลี่ยอยู่แล้ว 
เมื่อปีที่แล้ว 2558 สหกรณ์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตัวจริง 
ได้ถอนฟ้อง ทั้งแพ่งและอาญา 
โดยลูกศิษย์วัดพระธรรมกายนำเงินมาเยียวยาตามมูลค่าเช็ค 
เมื่อการณ์ปรากฎว่า เช็คเมื่อสิบปีก่อน 20 ฉบับ
เกี่ยวข้องกับคุณศุภชัยซึ่งกำลังถูกดำเนินคดี 
ซึ่งที่สุดของเรื่องคดีเกี่ยวกับเช็คคือ 
ไกล่เกลี่ยได้ และได้ไกล่เกลี่ยไปแล้ว คดียุติแล้ว
สหกรณ์รับเงินเยียวยาจากลูกศิษย์วัดไปแล้ว
4. มาปีนี้ เอาเรื่องเดิมมาตั้งคดีใหม่ 
ให้ท่านเป็นผู้ต้องหา ฟอกเงิน รับของโจร 
ทั้งที่คดีเก่า อัยการมีความเห็นไม่ฟ้องหลวงพ่อไปแล้ว 
เพราะไม่พบเส้นทางการเงินในลักษณะผิดปกติ  

และหาก DSI มีหลักฐานเพิ่มเติม ก็ส่งเข้ามาใหม่ 
แต่นี่ออกคดีใหม่ ทำแบบนี้เพื่อ? 
 
ผู้รับบริจาคเกี่ยวอะไรด้วย??

หลวงพ่อธัมมชโย บริสุทธิ์ทุกข้อกล่าวหา

โปรดอย่าลืมว่าท่านทำอะไร คนเขามองดูอยู่ 
ฟ้ามีตา กรรมมีจริง อย่าได้ประมาทเลย

-จากใจ นายชัดเจน-

ผลบาปมีจริง

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ดูซิว่า..ธรรมกายสอนให้คน "หลงบุญ" อย่างไร??

คำถาม : วัดนี้เน้นแต่ให้คนทำบุญสอนให้คนหลงบุญ ที่เน้นให้คนมาทำบุญเพราะทางวัดชอบจัดกิจกรรมที่โชว์ความอลังการ และต้องใช้เงินเยอะ เช่น กิจกรรมเดินธุดงค์ฯ จริงไหม? 
ธุดงค์ธรรมยาตรา


คำตอบ : ก่อนจะตอบคำถาม ขอถามกลับถึงคนที่ตั้งประเด็นนี้หน่อยว่า... ระหว่างสอนให้คนทำบุญกับสอนให้คนทำบาปอันไหนดีกว่ากัน???  ถ้าไม่สอนให้คนทำบุญ!!! คุณคิดว่าเราควรจะสอนให้คนทำอะไร??? (สอนให้คนทำบาปอย่างนั้นหรือ!!!) แล้วที่คุณพูดว่า...ทางวัดสอนให้คนหลงบุญนั้น คำว่า.. หลงที่ว่าเนี่ย!!! หมายถึงหลงใหลหรือ หลงลืม (ที่จะทำบุญ) คือมันมีหลายหลงน่ะ!!!  เลยอยากรู้ว่ามันคือ "หลง" ไหนกันแน่
อย่างประเด็นที่มีคนพยายามชี้นำว่า... วัดพระธรรมกายเน้นให้คนมาทำบุญเยอะๆ เพราะทางวัดชอบจัดกิจกรรมที่โชว์ความอลังการและต้องใช้เงินเยอะ ถ้าใครตีประเด็นออกมาในลักษณะนี้ก็ถือว่าไม่ถูกต้อง และดูจะมีอคติกับทางวัดไปสักเล็กน้อยบางประการถึงมากมาย เพราะในความเป็นจริงแล้ววัดพระธรรมกายสอนให้คนทำความดีในทุกด้านตามหลักบุญกิริยาวัตถุ10 ทั้งทำทาน  รักษาศีล  และเจริญภาวนามาตั้งแต่สร้างวัด
จริงอยู่ที่ทางวัดต้องอาศัยปัจจัยที่ได้มาจากศรัทธาสาธุชนในการจัดกิจกรรมงานบุญที่ส่งเสริมให้คนทำความดีหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนา  แต่อย่าลืมว่าทุกงานล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น แล้วด้วยความที่ทางวัดพิมพ์แบงค์เองไม่ได้ ทุกกิจกรรมงานบุญ ไม่ว่าจะเป็นของทางวัดพระธรรมกายหรือแม้แต่ของวัดไหนๆ จึงจำเป็นต้องอาศัยศรัทธาของ ผู้ที่มีดวงปัญญาที่มองเห็นประโยชน์ของกิจกรรมที่ทางวัดจัดขึ้น   เมื่อเขามองเห็นประโยชน์ เขาจึงยอมเสียสละทรัพย์ส่วนตัวที่ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงกาย แล้วมาร่วมกันบริจาคเพื่อเป็นเจ้าภาพในเวลาที่ทางวัดจัดกิจกรรมงานบุญในแต่ละครั้ง (ด้วยความเต็มใจ)   
อันที่จริงคนที่ตั้งประเด็นจับผิดเหล่านี้ก็น่าจะรู้ว่า...ทุกอย่างบนโลกไม่ใช่ว่าจะได้มาฟรีๆ ยิ่งในยุคสมัยนี้เวลาจะคิดจะทำอะไรสักอย่างไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น  อย่าว่าแต่ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมของวัดพระธรรมกายเลย แม้แต่คนที่หายใจเข้าออกอยู่ที่บ้าน หรือแค่นอนเฉยๆ อยู่คนเดียวโดยไม่ทำอะไร  ทุกอนุวินาทีที่ผ่านไปก็ล้วนมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทั้งนั้นแหละ  ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ  ค่าไฟ ค่าอาหาร  ค่าข้าวของเครื่องใช้จิปาถะสารพัด เพียงแต่เราจะนำมาขบคิดหรือไม่ก็เท่านั้น

อคติบดบังปัญญา คนมีอคติ ย่อมมองไม่เห็นความจริง

อย่างค่าอาหาร... Input เข้าไป!!! ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย พอตอน Output ออกมา!!! อย่าคิดว่าไม่มีค่าใช้จ่ายน่ะ แค่ฉีดน้ำเพื่อล้างชำระก็มีค่าใช้จ่าย จะหยิบทิชชู่มาเช็ดสักแผ่นก็มีค่าใช้จ่าย พอกดชักโครกก็เสียค่าใช้จ่ายอีก เรียกว่า...ทั้งฉีด  ทั้งเช็ด  ทั้งกดชักโครก...ล้วนมีค่าใช้จ่ายหมด!!! ขนาดอยู่ตัวคนเดียวยังมีค่าใช้จ่ายขนาดนี้ แล้วถ้ากิจกรรมที่รวมคนมาทำความดีเป็นจำนวนมาก!!! ลองคิดดูสิว่า...มันจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากขนาดไหน ตรงนี้คนที่ชอบตั้งประเด็นจับผิดวัดพระธรรมกายเคยคิดกันบ้างหรือเปล่า!!!  หรือคิดแต่จะจับผิดอย่างเดียว  
และในเวลาที่ทางวัดจัดกิจกรรมส่งเสริมให้คนมาทำความดีหรือจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนา  หลายคนที่ไม่เข้าใจในเจตนาของทางวัดหรือมีอคติกับทางวัดอาจมองและตีประเด็นไปว่า... “วัดพระธรรมกายได้หน้าหรือได้ประโยชน์จากการจัดกิจกรรมเหล่านี้แต่เพียงฝ่ายเดียว” แต่ในความเป็นจริงแล้ว...ทุกภาคส่วนล้วนได้ประโยชน์จากกิจกรรมที่ทางวัดพระธรรมกายจัดทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ  การเมือง  หรือสังคม   
อย่างด้านเศรษฐกิจ...เวลาจัดกิจกรรมส่งเสริมให้คนมาทำความดีหรือจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนาในแต่ละครั้ง เม็ดเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณพื้นที่ที่ใช้จัดงาน  
ยกตัวอย่างเช่น : ในเวลาจัดงานทางวัดจำเป็นต้องใช้เสื่อเป็นจำนวนมาก ซึ่งเสื่อที่นำมาใช้ทางวัดก็ไม่ได้ทำเอง สุดท้ายก็ต้องไปหาซื้อเสื่อจากร้านค้า ร้านค้าก็ต้องไปสั่งมาจากโรงงาน โรงงานก็ต้องไปจ้างคนงานพร้อมกับหาแหล่งที่ขายวัตถุดิบมาใช้ทำเสื่อ คนที่เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบพอได้ออร์เดอร์จากโรงงานก็ต้องไปซื้อปุ๋ย ซื้อเมล็ดพันธุ์มาเพาะปลูกเพื่อผลิตวัตถุดิบป้อนส่งให้โรงงาน        
เมื่อคนเหล่านี้มีรายได้การใช้จ่ายก็เกิดขึ้น  แต่ละคนก็ต้องมาเสียภาษีให้กับรัฐ รัฐก็นำเงินภาษีเหล่านี้มาบริหารประเทศและทำประโยชน์ให้กับประชาชน  เรียกได้ว่า...เงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ล้วนมีส่วนกลับไปหล่อเลี้ยงคนทุกระดับตั้งแต่ระดับนายกฯ จนกระทั่งรากหญ้า  ที่สำคัญ...เมื่อภาพกิจกรรมส่งเสริมให้คนมาทำความดีออกไปสู่สายตาของชาวโลก (ซึ่งมีอยู่หลายครั้งที่สื่อต่างชาติคัดเลือกภาพกิจกรรมของทางวัดไปเผยแพร่)  ประเทศไทยก็จะยิ่งเป็นที่รู้จักในทางที่ดีในระดับนานาชาติ  และมีส่วนช่วยดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวและนำเงินมาใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น  (อย่างงานตักบาตรพระ 1 หมื่นรูปที่หาดใหญ่ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมปี 58  สามารถดึงดูดชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ให้มาร่วมงานมากถึง 8,000 คน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว  ถือว่ามีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในตัวเมืองหาดใหญ่ทั้งภาคธุรกิจการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าเป็นอย่างมาก)
อย่างด้านการเมืองและสังคม...การที่วัดพระธรรมกายจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าว   ถือว่ามีส่วนช่วยภาครัฐประหยัดงบประมาณไปได้เยอะ ที่พูดแบบนี้ก็เพราะว่า...การสร้างคนดีให้เกิดขึ้นในสังคมแม้เพียงหนึ่งคน ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายที่ภาครัฐจะต้องสูญเสียไปกับกระบวนการต่างๆ ในการปราบปรามคนไม่ดี ยิ่งในยุคที่คนเสื่อมจากศีลธรรมอย่างในยุคปัจจุบันนี้ การสร้างคนดีทีละคนมันคงไม่ทันกาล  ดังนั้น...ทางวัดจึงมุ่งเน้นทำกิจกรรมส่งเสริมให้คนทำความดีและปลูกฝังศีลธรรมทีละมากๆ (คือ...ต้องว่ากันเป็นหลักหมื่น  หลักแสน  หรือหลักล้านถึงจะเหมาะสมกับยุคที่มนุษย์เสื่อมจากศีลธรรมแบบนี้) พูดได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ สร้างความสงบสยบความชั่วทั้งหลาย  ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาด้านศีลธรรมที่ต้นเหตุที่ประหยัดสุดประโยชน์สูง
หยุดว่าร้าย ทำลายกัน
เพราะฉะนั้น...ใครก็ตามที่ชอบตั้งประเด็นให้คนเข้าใจวัดในทางที่ผิด อย่ามัวแต่จ้องจับผิด!!! หรือดูแต่ยอดเงินบริจาคที่ศรัทธาสาธุชนนำมาถวายเพื่อร่วมกิจกรรมส่งเสริมให้คนทำความดีกับทางวัด  เพราะเงินที่เข้ามาสุดท้ายก็ต้องจ่ายออกไป คนที่ “คิดดีและมีปัญญา” เขาจะมองภาพในส่วนนี้ออก ส่วนคนที่ “มีปัญญาแต่ไม่ยอมใช้ปัญญาคิดในสิ่งดีๆ” อาจจะมองไม่เห็นประโยชน์ของกิจกรรมส่งเสริมให้คนทำความดีที่ทางวัดพระธรรมกายจัดขึ้น 

ก็อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า...ทุกกระบวนการในการปลูกฝังศีลธรรมสอนคนให้คนละชั่ว  ทำดี  ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสนั้น  มันมีค่าใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็จะย้อนคืนกลับไปสู่ระบบเศรษฐกิจของชาติ และกระจายรายได้ไปสู่สังคมตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับรากหญ้า เรียกได้ว่า...เป็นการกระจายรายได้ในวงกว้างอย่างที่ใครหลายๆ คนคาดไม่ถึง  ดังนั้น...ถ้าคุณหรือใครไม่เคยมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการทำความดีของทางวัด หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่เคยร่วมออกเงินเลยสักบาท  คุณก็ไม่ควรไปปรามาสหรือใช้ถ้อยคำดูแคลนกลุ่มคนที่เขาตั้งใจทำความดี หรือตีประเด็นให้คนในสังคมเข้าใจผิดเหมือนอย่างที่คุณและใครอีกหลายๆ คนกำลังทำกันอยู่ในตอนนี้  
เหยียบย่ำ ใส่ร้ายกันทุกวัน มันสนุกปากมากนักรึไง
อันที่จริง!!! คนที่ตั้งประเด็นเหล่านี้ควรจะชื่นชมและอนุโมทนากับเขาด้วยซ้ำ เพราะคุณยังทำแบบเขาไม่ได้เลย มาถึงตรงนี้!!! ขอถามจริงๆ เถอะ "การรวมคนมาทำความดี" มันไม่ดีตรงไหน!!! หรือเพียงแค่คุณไม่ชอบวัดพระธรรมกายก็เลยออกมาต่อต้าน ถ้าไม่ชอบไม่อยากมาร่วมก็ไม่เป็นไร ว่าแต่ตัวคุณเคยคิดทำกิจกรรมดีๆ แบบนี้บ้างไหม หรือถนัดแต่อยู่หน้าคอมแล้วตั้งประเด็นให้คนเข้าใจผิด นี่มันอาชีพของคุณรึ!!! นี้มันเป็นชีวิตและจิตวิญญาณของคุณรึ!!!  คุณใช้สังคมโซเชียลเพื่อตั้งประเด็นใส่ร้ายกันแบบนี้รึ!!! ทางที่ดี...มาช่วยกันส่งเสริมศีลธรรมให้เกิดขึ้นในประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะดีกว่า  แต่ถ้าไม่คิดจะช่วยจริงๆ ก็ให้อยู่เฉยๆ แค่นี้ก็ถือว่าช่วยมากแล้ว  

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

พระธัมมชโยอวดอุตริฯ เรื่องสตีฟ จอบส์ตายแล้วไปไหน.. จริงหรือ??

คำถาม : สตีฟ จอบส์ ตายแล้วไปไหน!!! 
หลวงพ่อธัมมชโยรู้ได้อย่างไรว่าไปสวรรค์ 
แบบนี้ถือว่าอวดอุตริฯ หรือเปล่า?

คำตอบ : เรื่องตายแล้วไปไหน!!! 
อันที่จริงเป็นเรื่องที่ไม่เหลือวิสัยของเหล่าผู้มีรู้มีญาณที่ทรงอภิญญา   หรือผู้ที่บรรลุวิชชา 3
ที่สามารถกำหนดรู้ในการจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย
อันเป็นไปตามกรรมด้วยการใช้ “จุตูปปาตญาณ” 
สตีฟ จอบส์ ตายแล้วไปไหน..??
ซึ่งจากประวัติและเรื่องราวที่มีบันทึก
ของพระสายกรรมฐาน, พระวิปัสสนาจารย์ 
หรือบรรดาพระเกจิผู้มีรู้มีญาณชื่อดังในยุคปัจจุบัน 
หลายๆ รูปท่านก็สามารถระลึกชาติ
และล่วงรู้การไปเกิดมาเกิดของสัตว์ทั้งหลายได้
(ยกตัวอย่างเช่น  หลวงปู่ชอบ , หลวงปู่บุดดา เป็นต้น) 
หรือแม้แต่ในพระไตรปิฎก
 ก็ได้มีการกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้อยู่อย่างมากมายเช่นกัน   
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ยกตัวอย่างเช่น...
นางวิสาขา ละสังขารจากโลกมนุษย์แล้ว
ไปเกิดเป็นมเหสีของผู้ปกครองสวรรค์ชั้นนิมมานรดี 
(พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 26 ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถร-เถรีคาถา)   
นางวิสาขา

หรือ..
โตเทยยพราหมณ์ ตายแล้วไปเกิดเป็นสุนัขในบ้านตนเอง 
(พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 13  มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์) เป็นต้น. 

เพียงแต่เรื่องราวเหล่านี้ 
อาจเป็นเรื่องเหลือวิสัยของปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป
ที่จะตรองตามด้วยการฟังและการอ่านให้เข้าใจได้
เพราะสิ่งเหล่านี้จะต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติเท่านั้น
จึงจะรู้แจ้งเห็นจริงว่า...
มันสามารถทำได้จริงและมีจริงๆ   
ขอเพียงแค่เราปฏิบัติจริงๆ และปฏิบัติอย่างถูกวิธี 
เราก็สามารถไปรู้ไปเห็นเรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวของเราเองได้

เพราะฉะนั้น...
การที่หลวงพ่อธัมมชโยนำเรื่องราวในปรโลกของสตีฟ จอบส์
มาเล่าจนกลายเป็นประเด็นสังคมอยู่ในขณะนี้  
ตราบใดที่เรายังเป็นปุถุชนคนธรรมดา 
ที่ไม่เคยคิดที่จะพิสูจน์ด้วยการลงมือปฏิบัติ
ให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวของเราเอง 
ก็คงยากที่จะเข้าใจ 
แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนที่เชื่อและไม่เชื่อ
ในสิ่งที่ท่านนำมาเล่า
Steve Jobs
ส่วนว่าเรื่องราวที่ท่านนำมาเล่า
อย่างกรณีของสตีฟ จ็อบส์
เข้าข่ายการอวดอุตริมนุสธรรมหรือไม่นั้น!!!  
ขอตอบแบบเคลียร์ๆ ณ.ที่นี้ว่า...
ไม่เข้าข่ายการอวดอุตริมนุสธรรม!!!
เพราะทุกครั้งก่อนที่ท่านจะเล่าเรื่อง  
ท่านจะย้ำว่า...
“หลับตา ฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาวหนึ่งที 
แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา... 
ให้พอเป็นความรู้ติดแข้งติดขา 
ถ้าจะไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร”

หรือในบางครั้งท่านก็จะกล่าวเพิ่มเติมในทำนองที่ว่า... 
“เรื่องที่นำมาเล่าเป็นเรื่องราวที่ฟังเขามาอีกที 
ก็ให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา เพื่อจะได้เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม” 
ไม่เคยมีสักครั้งที่ท่านจะกล่าวอ้างตัวเองว่า...
ท่านนั่งสมาธิไปดูด้วยตัวเอง 
หรือใช้ญาณทัสสนะของท่านไประลึกชาติ 
เพื่อดูเรื่องราวในอดีตหรือดูการไปเกิดมาเกิดของใคร 
เพราะฉะนั้น...
การเล่าเรื่องในลักษณะนี้ จึงไม่ใช่การอวดอุตริมนุสธรรม  
และที่สำคัญ...
เจตนาตั้งต้นที่ท่านนำเรื่องราวมาเล่าให้ฟังในลักษณะนี้
ก็เพื่อมุ่งเน้นสอนคนให้รู้เรื่องกฏแห่งกรรม 
ไม่ได้มีเจตนายกตนให้คนเชื่อว่าท่านมีคุณวิเศษแต่อย่างใด

ส่วนว่า...
ฟังแล้วใครจะคิดกับท่านอย่างไร!!! 
จะเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องราวที่ท่านนำมาเล่า 
อันนี้ก็สุดแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน
ซึ่งเราคงไม่สามารถไปห้ามความคิดของใครได้ 
เพราะหลวงพ่อท่านก็เน้นย้ำอยู่ทุกครั้ง
ก่อนที่จะเทศน์สอนผ่าน DMC ว่า...
ที่นี่เป็นโรงเรียนอนุบาล (ฝันในฝันวิทยา) 
เนื้อหาธรรมะที่นำมาเทศน์สอนก็อยู่ในระดับอนุบาล
ซึ่งพอจะเป็นแนวทางสำหรับคนที่สนใจ
อยากจะรู้เรื่องราวของกฎแห่งกรรม 
แต่ถ้าใครอยากจะฟังอะไรที่ลึกซึ้งมากไปกว่านี้ 
ก็ต้องไปฟังจากพระผู้มีรู้มีญาณที่ทรงอภิญญา
ซึ่งนั่นถือเป็นความรู้ระดับดอกเตอร์ 
ส่วนของท่านนั้น...
ยังไม่ถึงขั้นระดับประถม  มัธยม หรืออุดมศึกษา
เป็นเพียงแค่ความรู้ระดับชั้นอนุบาลเท่านั้น 
แต่ถ้าใครยังสงสัยและอยากจะพิสูจน์ว่า
เรื่องราวดังกล่าวมันเป็นจริงอย่างที่ท่านเล่าหรือไม่!!! 
จะชัวร์หรือมั่วนิ่ม ก็ต้อง “เอหิปัสสิโก” 
หรือมาพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติด้วยตัวของคุณเองว่ามันจริงไหม!!!  
ใจหยุดได้เมื่อไร ความลับของชีวิตก็จะถูกเปิดเผย
ถ้ามัวแต่มาตั้งป้อมตั้งประเด็น
และถกเถียงกันผ่านตัวหนังสือ
แต่ไม่คิดจะลงมือปฏิบัติ ถกไปก็ไม่เกิดประโยชน์    
อันตราย ย่อมเกิดกับผู้ทำอันตราย กับผู้ไม่ทำอันตราย

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แค่คนเห็นต่าง ก็คิดทำลายล้าง.. บ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไรต่อไป ?

6/5/59

เอากองพันทหารล้อมกรอบ แล้วยิงนกในกรงให้ลือลั่นทั่วโลกเลยทั่น  คราวนี้ขอ999เลยดีป่ะ”
ยิงนกในกรง

นี่เป็นความเห็นของคนระดับผู้อำนวยการในกระทรวงแห่งหนึ่ง  ที่โพสต์ในโซเชียลมีเดีย  ท่านเชียร์ให้ใช้ความรุนแรงกำจัดบุคคลที่มีความเชื่อต่างกับท่านในเรื่องศาสนา

อ่านแล้วตกใจมาก !!!  ทำไมข้าราชการในระดับนี้  จึงมีความเห็นที่รุนแรงอย่างไร้เหตุผล  คิดทำลายล้างบุคคลที่เห็นต่าง  เชื่อต่างได้อย่างโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ 

ทั้งที่ความเชื่อต่างในด้านศาสนานั้น ไม่ได้ทำลายชีวิตใครเลย  และวิธีการอื่นที่ใช้แก้ปัญหาได้ก็ยังมีอยู่

พอทราบกระทรวงที่ท่านสังกัดแล้ว  ยิ่งหนักใจไปกันใหญ่ 

บ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไรต่อไป ?  วัฒนธรรมแห่งความเมตตากรุณา ที่บรรพบุรุษปลูกฝังกันมามันจะเหลือไหม ?
ถ้าทุกคนมีศีล 5 ดิน อากาศ ฟ้า จะสดใส โลกกับสวรรค์จะใกล้กัน

ที่จริงดิฉันชั่งใจอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม  เพราะไม่อยากแตะต้องความคิดเห็นส่วนบุคคลของใคร  แต่พอนึกถึงความเสียหายที่จะเกิดในอนาคต  จึงคิดว่าจำเป็นต้องเขียนค่ะ

ก็เพราะบ้านเมืองเรามีผู้ใหญ่ที่นิยมแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงแบบไร้เหตุผลเช่นนี้ไงคะ  มันถึงมีเหตุการณ์เยาวชนใช้ความรุนแรงอยู่เนืองๆ เช่น ล่าสุดที่มีกรณีเด็กวัยรุ่น 6 คนรุมฆ่าคนพิการ 
นายสมเกียรติ ศรีจันทร์ ผู้เสียชีวิต

สมมุติว่าท่าน ผอ. บอก “โพสต์เล่น ๆ เอามัน”  ดิฉันก็ยังเห็นว่าไม่ควรทำ  เพราะใครจะรู้ว่าท่านพูดเล่นหรือพูดจริง แต่ไม่ว่าจะจริงหรือเล่น มันก็สามารถสร้างค่านิยมผิด ๆ ให้ผู้อ่านได้ทั้งนั้น

ผู้ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอ  อ่านความเห็นของท่าน  แล้วอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องปกติ  ที่คนเราสามารถใช้ความรุนแรงกำจัดผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของตนเอง 

!!! ก็ทีผู้ใหญ่ยังคิดแบบนี้เลย !!!  แล้วจะให้เด็กมีความเมตตากรุณาต่อกันได้อย่างไร
แผ่นดินจะไม่ลุกเป็นไฟ ถ้าผู้นำคนไทยมีใจเป็นธรรม

แล้วมันก็เป็นไปไม่ได้  ที่จะทำให้ทุกคนเชื่อเหมือนกันหมด 

หากเยาวชนนึกว่านี่เป็นแนวทางที่ถูกต้อง  ในการกำจัดผู้ที่มีความคิดเห็นและความเชื่อที่ต่างกัน  ก็เลยใช้วิธีการที่ป่าเถื่อน  ในการกำจัดคนที่ไม่เห็นด้วยกับตน  

ถ้าเป็นเช่นนี้  แล้วสังคมเราจะอยู่ยังไงคะ ?

ถึงเวลาแล้วล่ะค่ะ  ที่คนไทยจะต้องรณรงค์ปลูกฝังค่านิยมด้านคุณธรรมกันอย่างแท้จริง 

ให้เป็นคนดีด้วยการคิดดี พูดดี ทำดี  ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร  สร้างแต่ความสงบร่มเย็น  ให้สามารถอยู่ด้วยกันแบบเอื้ออาทร
อย่าให้เครดิตคนพาล จงให้เครดิตคนดี

ไม่ใช่แค่ชี้หน้าด่าคนที่เห็นต่างว่า “เลว”  ก็กลายเป็น “คนดี” ได้แล้ว

ช่วยกันรณรงค์ให้ชาวไทยมีใจที่เปิดกว้าง  เคารพความเชื่อ  และความเห็นที่แตกต่างกันนะคะ 

ขอให้มองแบบเข้าใจว่า  แต่ละคนมีจริตอัธยาศัยแตกต่างกัน  ตามประสบการณ์  การเลี้ยงดู  การปลูกฝัง  และนิสัยส่วนตัว  จึงมีความเชื่อความชอบที่ต่างกันไป

เคารพสิทธิ์ในความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ไม่คุกคามผู้ที่ความเชื่อและความชอบที่แตกต่างจากตน

โดยเริ่มจากตัวเราก่อนเลยค่ะ

...

มีแต่คนใจแคบเท่านั้นที่นึกว่า
ต้องคิดเหมือนตนจึง “ถูก”
ใครคิดต่าง “ผิด” หมด
มีแต่คนโง่เท่านั้นที่นึกว่า
ต้องเชื่อเหมือนตนจึง “ฉลาด”
ใครเชื่อต่าง “โง่” หมด
มีแต่คนใจร้ายเท่านั้น
ที่คิดจะกำจัดคนเห็นต่าง
ด้วยวิธีการอันโหดเหี้ยม

#เปิดใจให้กว้างยอมรับความต่าง
#คนดีไม่แก้ปัญหาด้วยความโหดเหี้ยม
#เป็นผู้ใหญ่ต้องทำตัวอย่างที่ดีให้เด็กดู
#ข้อคิด #พัฒนาตนเอง #ความสุข 
#ชุลีพรช่วงรังษี #OhLifeStory 

ขอให้โชคดีและมีความสุขนะคะ
ชุลีพร ช่วงรังษี
www.facebook.com/OhLifeStory
Line : @OhLifeStory ( http://line.me/ti/p/%40ohlifestory )
Instagram : Oh_Life_Story

รูปประกอบ : นกในกรง https://www.google.com.sg/url?sa=i&rct=j&q=&esrc=s&source=images&cd=&cad=rja&uact=8&ved=&url=http%3A%2F%2Fwww.birdslover.com%2Fforum%2Fview.php%3Fgid%3D11%26id%3D304637&psig=AFQjCNE10OgYZiw3dCN_UPOHMzJpJKOH2A&ust=1462613317955469

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กระบวนการยุติธรรมไทย ...เชื่อใจได้....จริงหรือ???

เป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะสิ้นสุดและพิสูจน์แล้วว่าผิดจริง

หลักกฎหมายสากลที่อารยประเทศทั่วโลกใช้กันคือ...
ไม่ว่าใครก็ตาม จะคดีใดก็ตาม ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะสิ้นสุด ซึ่งอันนี้ก็ว่าตาม ==ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ มาตรา 11 วรรค 1== เป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก



จับก่อน ลงโทษก่อน พิสูจน์ทีหลัง
อันนี้ไม่รู้หลักอะไร 
แต่เป็นที่นิยมมากในประเทศแห่งหนึ่ง 
ณ ซีกโลกตะวันออกเฉียงใต้ 
โดยเฉพาะยุคที่อำนาจอธิปไตย 
อันประกอบด้วย นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ 
ซึ่งควรแยกกันเป็นอิสระ 
ถูกรวบยอดเบ็ดเสร็จอยู่กับกลุ่มคนในเครื่องแบบ 
ทำตนเป็นทั้งตำรวจ อัยการ ศาล 
และกรมบังคับคดีหรือกรมราชทันฑ์ในคนเดียว



หลายครั้งหลายครา ก็เป็นศาลเตี้ย 
จับมาพิพากษาลงโทษ 
เบ็ดเสร็จกันในสองสามวันเลยทีเดียว

เราก็ได้เห็นได้ยินมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล 
ดูกรณี พระพิมลธรรมสมัย 53 ปีก่อน เป็นตัวอย่าง 
คดีที่เป็นตราบาปแห่งวงการยุติธรรมไทยมาถึงทุกวันนี้


มีมือดีมาโจทก์ท่านว่าเสพเมถุนกับลูกศิษย์ จะจับท่านสึก
ท่านก็ใจเย็น พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนจนสำเร็จ 
มิวายอีก 2 ปีต่อมา เอาเรื่องคอมมิวนิสต์มาให้ท่านอีก 
งวดนี้ล้อมจับกระชากผ้าเหลืองกันคากุฏิ 
ขังคุกแบบผู้ต้องหาไว้ก่อน 

มาพิสูจน์อีกที 4 ปีต่อมาว่าท่านบริสุทธิ์ 
ดีนะว่าท่านไม่ได้กล่าวคำลาสิกขา 
และมีพยานรับรองว่า ท่านถูกกระชากผ้าเหลืองโดยไม่ยินยอม
จึงได้กลับมาครองสมณเพศนับพรรษาต่อไป 
ถ้าเป็นคนไม่ทันกัน ก็คงเสียพระเถระไปหนึ่งรูป ออกจากคุกมา ก็ไปนับหนึ่งวันบวชใหม่ 
นี่ไงตัวอย่าง จับก่อน ลงโทษก่อน พิสูจน์ทีหลัง 

ประวัติศาสตร์คงไม่แคล้วซ้ำรอยกับคดีหลวงพ่อธัมมชโย 
ที่มี รมต.ทหารดำรงความยุติธรรม ออกมาเรียกร้องปาวๆ 
เร่งรัดคดีชนิด จะเอาให้จบในสามวันเจ็ดวัน 

ท่านคงลืมไปว่า...
 ท่านไม่ใช่ “ศาล” 
ท่านไม่ใช่ “ตุลาการ” 
ท่านจะมาก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ 
ขอเลื่อนเพราะอาพาธ ท่านก็ไม่ให้ รู้ดีกว่า “แพทย์” อีก 
ตกลง--เป็นมันซะทุกอย่างในคนเดียว-- 

  มีคดีไหนในประเทศนี้ไหม เสร็จใน 3 เดือน 
ทำไมขยันผิดปกติขนาดนี้

คดีสหกรณ์ เช็ค 800 กว่าฉบับ เงินกว่าสองหมื่นล้าน ไม่สน 
จะเอาเรื่อง 20 ฉบับกับ 600ล้าน ให้ได้ 

เมื่อออกหมายเรียก สื่อมวลชนได้เอกสารลงข่าว ก่อนเจ้าตัวจะรู้อีก 
ท่านทำอะไรไม่เนียน เปิดเผยซะขนาดนี้ 

DSI ของท่านก็พยายามตั้งข้อหา ทั้งๆ ที่คดีเดิม อัยการไม่ตั้งข้อหา เพราะไม่มีมูล ปปง.ตรวจสอบแล้วไม่พบความผิดปกติ ก็ยังจะมาตั้งคดีใหม่ ไม่ผ่านอัยการ จะฟ้องได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่โดยประวัติแล้วไม่น่าได้นะ 

แล้วรมต.ไพบูลย์ กับ DSI ต้องการอะไร???

ก็คงหนีไม่พ้น การบิดเบือน ใช้อำนาจโดยมิชอบ
เวลาคนในเครื่องแบบมีอำนาจล้นฟ้า สั่งชี้เป็นชี้ตาย ตั้ง “ศาลเตี้ย” ได้ ขนาดอาพาธยังไม่ให้เลื่อน 

ถ้าโผล่ไปรับข้อหา เดี๋ยวก็ไม่ให้ประกัน 
“ขังก่อน” จับสึกถอดจีวรก่อน 
อีก 10 ปีค่อยมา “ยกฟ้อง” ไม่ผิด 

หลวงพ่อธัมมชโยอายุ 72 แล้ว 
คงไม่มีแรงมาต่อกรย้อนหลังอีก 10 ปีข้างหน้าหรอก

สุดท้าย ก็เอาแนวทางเดียวกับพระพิมลธรรมมาใช้ จับก่อน ลงโทษก่อน พิสูจน์ทีหลัง

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

หลักวินิจฉัย..ว่าใครคือพุทธเถรวาท

ถามว่า
- ชาวพุทธที่เคารพบูชาเจ้าแม่กวนอิมด้วย เป็นพุทธเถรวาทหรือไม่
- ชาวพุทธที่ตั้งศาลพระภูมิในบ้าน เป็นพุทธเถรวาทหรือไม่
- ชาวพุทธที่เชิญพราหมณ์มาประกอบพิธีในวาระโอกาสต่างๆ เป็นพุทธเถรวาทหรือไม่
- ชาวพุทธที่เคารพบูชาศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ต่างๆ เป็นพุทธเถรวาทหรือไม่
- ชาวพุทธที่สักยันต์ ดูหมอ ใบ้หวย นับถือกุมารทอง นางกวัก แม่ย่านาง ปลัดขิก บูชาราหู เป็นชาวพุทธเถรวาทหรือไม่
แล้วถ้าตัดชาวพุทธเหล่านี้ออกหมด จะเหลือชาวพุทธไทยถึง 5% หรือไม่

หัวใจของพระพุทธศาสนาคือพระรัตนตรัย

หลักวินิจฉัยว่าใครคือพุทธเถรวาทหรือไม่อยู่ที่
1.เขาเคารพบูชาพระพุทธเจ้าหรือไม่
2.เขาเคารพบูชาพระธรรม  ยอมรับคำสอนในพระไตรปิฎกหรือไม่
3.เขาเคารพพระสงฆ์  ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบหรือไม่
ถ้าเขายึดถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด เขาก็คือพุทธเถรวาท แม้จะเคารพเจ้าพ่อ เจ้าแม่ อื่นๆบ้างก็ตาม

ในครั้งพุทธกาล  เพียงแค่นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เปล่งวาจาขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ 3 รอบ ก็สำเร็จเป็นพระภิกษุแล้ว แม้ปัจจุบันก็สำเร็จเป็นสามเณร

การถึงไตรสรณคมน์ คือ จุดชี้ขาดความเป็นชาวพุทธเถรวาท  
แม้ภิกษุก็เช่นกัน  ขอเพียงถึงไตรสรณคมน์ และผ่านการอุปสมบทถูกต้องตามพุทธบัญญัติก็เป็นพระภิกษุเถรวาท แม้บางรูปอาจมีสักยันต์บ้าง พระทางเหนือมีห้อยลูกประคำบ้างก็ตาม

หากมัวแต่คิดกีดกันคนที่คิด  เชื่อบางอย่างไม่เหมือนตน  ว่าไม่ใช่พุทธเถรวาท สุดท้ายจะเหลือแต่ตัวเองคนเดียว เพราะคนอื่นๆ ทุกคนจะต้องมีบางประเด็นที่คิดเชื่อต่างจากเราเสมอ ขนาดพระอรหันต์ยังมีบางประเด็นเห็นไม่ตรงกันเลย  ใครไม่เชื่อลองไปเปิดพระวินัยปิฎกแปล(ฉบับ มจร.) เล่ม 7 ข้อ 441 หน้า 382 ว่าด้วยเรื่องสิกขาบทเล็กน้อย ในคราวสังคายนาครั้งที่ 1 ของพระอรหันต์ 500 รูป 

แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง คือ ทางมาแห่งความสามัคคี ความสงบร่มเย็น ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนามาแต่โบราณ

แสวงจุดร่วม ไม่ใช่แสวงจุดต่าง
การแสวงจุดต่าง พยายามแบ่งแยก ถือเขา ถือเรา  คือทางมาแห่งความทะเลาะเบาะแว้ง แตกความสามัคคี  ความเสื่อมของพระพุทธศาสนา




วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

จดหมายขอความยุติธรรมในกรณีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

วันที่ ๑ พ.ค. ๒๕๕๙

ถึง
สถานกงสุลไทย
ชั้น ๑๒ อาหารเอ็กเพรสทาวเวอร์
บานิสเตอร์ ราชินี พาเทล มาร์ก
นาริมัน พอนท์
มุมไบ ๔๐๐๐๒๑


ขอความยุติธรรมในกรณีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

กรมการสอบสวนคดีพิเศษของไทย (ดีเอสไอ) ได้ให้ข้อมูลที่ผิดมากมายเกี่ยวกับการออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ข้อมูลผิดโดยเจตนานี้ได้ถูกส่งต่อไปยังสื่อท้องถิ่น ส่งผลให้ผู้อ่านหลายคนเกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังกรณีนี้
ข้อเท็จจริง คือ
            นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ขณะดำรงตำแหน่งประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ได้บริจาคเงินให้แก่วัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนีเพื่อใช้ในการสร้างศาสนสถานและเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของวัด ซึ่งเป็นวัดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีคนศรัทธากว่าล้านคนและมีพระสงฆ์ สามเณรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
การบริจาคครั้งนั้นล่วงมากว่า ๔ ปีแล้ว ซึ่งไม่มีหลักฐานการกระทำผิด และนายศุภชัยก็ยังได้บริจาคให้แก่วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย การกุศล และหน่วยราชการอื่นๆอีกด้วย เงินที่บริจาคให้วัดพระธรรมกายและหลวงพ่อธัมมชโยได้ทำอย่างเปิดเผย ไม่มีการจงใจปกปิด ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเจตนาฟอกเงินใดๆ การสั่งจ่ายเช็คเข้าออกล้วนดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่การเงินของวัด
การกล่าวหาพระเทพญาณมหามุนีว่ารับของโจรและฟอกเงินนั้น ควรมีหลักฐานยืนยันว่าท่านตั้งใจสมคบกับนายศุภชัย ศรีศุภอัษรในการยักยอกเงินไว้สำหรับใช้ส่วนตัว ไม่มีหลักฐานใดๆ ปรากฏและนายศุภชัยเองก็ได้แถลงการณ์ยืนยันเรื่องนี้ด้วย ข้อมูลนี้เป็นที่รู้กันดีในคณะผู้สอบสวนดีเอสไอ แต่เขาก็ยังพยายามที่จะเชื่อมโยงท่านเจ้าอาวาสในคดีนี้ เพราะเหตุใด
เมื่อทางวัดทราบถึงเหตุการณ์สหกรณ์เครดิตยูเนียน ลูกศิษย์ได้ช่วยกันตั้งกองทุนเยียวยาเท่ากับจำนวนเงินที่นายศุภชัยบริจาคมา เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่สมาชิกด้วยกันอัดฉีดเงินเข้าไปในกระแสเงินสดของสหกรณ์ฯหลังจากเหตุการณ์นี้ ทางสหกรณ์ฯได้ออกมาแถลงการณ์ถอนฟ้องคดีความทั้งทางเพ่งและอาญา และกล่าวขอบคุณลูกศิษย์ของพระเทพญาณมหามุนีสำหรับความเมตตา
ข่าวบิดเบือนได้ถูกตีพิมพ์ตามสื่อต่างๆ กล่าวหาว่าวัดพระธรรมกายสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ขณะที่ทางวัดมีลูกศิษย์มากมายทั้งต่างอายุ ต่างเพศ ภูมิภาค อาชีพการงานและต่างมุมมองทางการเมือง วัดมุ่งเน้นในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่มีความประสงค์ที่จะเกี่ยวข้องทางการเมืองเลย
หลวงพ่อธัมมชโยได้อุทิศตนมาตลอด ๔๗ ปี เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาและการทำสมาธิในแบบธรรมกาย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่มีความศรัทธาจำนวนกว่าล้านทั้งในประเทศไทยและ ๘๐ สาขาใน ๓๓ ประเทศทั่วโลก ในชีวิตที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์ หลวงพ่อธัมมมชโยได้สนับสนุนเงินหลายพันล้านบาทให้แก่การกุศลมากมาย เช่น กองทุนช่วยเหลือครูใต้กว่า ๓๐,๐๐๐ คน จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นและอาหารสำหรับงานอุปสมบทหมู่กว่า ๑๐,๐๐๐  รูป สองครั้งต่อปีในเมืองและตามหมู่บ้านต่างๆทั่วไทย และยังให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม พายุ และสึนามิ สิ่งก่อสร้างต่างๆ อันประณีตในวัดพระธรรมกายถูกสร้างจากเงินบริจาคของญาติโยมโดยไม่ใช้เงินรัฐเลย และสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะอยู่เป็นสมบัติของชาติและพระพุทธศาสนาต่อไปสำหรับลูกหลานในอนาคต
เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายตอนนี้อายุ ๗๒ ปี เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น เส้นเลือดดำอุดตันและมีแผลติดเชื้อที่ขาซึ่งทีมแพทย์ก็ได้ออกมายืนยัน แต่ดีเอสไอไม่สนใจในสุขภาพของเจ้าอาวาสและไม่คิดจะตรวจอาการของท่านเลย ความพยายามในการออกหมายจับหลวงพ่อธัมมชโยได้ถูกศาลสั่งยกคำร้องในวันที่ ๒๖ เมษายน กระนั้นดีเอสไอก็ยังประกาศเรียกเจ้าอาวาสเข้ารับทราบข้อกล่าวหาอีกในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม
จากหลักฐานที่ชัดเจน พระเทพญาณมหามุนีไม่ทราบถึงที่มาของเงินบริจาคของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ซึ่งบริจาคก่อนจะเป็นคดีความ และการระดมทุนเพื่อเยียวยาสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นนั้น จึงมีคำถามว่าทำไมดีเอสไอถึงยืนหยัดที่จะสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้แก่วัดพระธรรมกายและการสถาปนาพุทธศาสนาในพระเทศไทย

ขอแสดงความขอบใจ
ประธาน
พระภัททันตะ ธรรมานัค
ชาราน พาหุเทสะนียะ เสวาภาวี สะนาถะ

เอกสารแนบถึง พลเอก ประยุทธ จันโอชา

ทำเนียบรัฐบาล, ถนนพิษณุโลก 1, ดุสิต, กรุงเทพ ๑๐๓๐๐


จดหมายต้นฉบับภาษาอังกฤษ



       President Bhadhant DhammanagSharan Bahuuddeshiya Sevabhavi
จดหมายนี้ เขียนโดย  พระภัททันตะ ธรรมานัค ชาราน พาหุเทสะนียะ เสวาภาวี สะนาถะ ถึงบุคคลผู้เกี่ยวข้อง ที่จะรับทราบและให้ความเป็นธรรมกับพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.sharanyoungbuddhistpeople.com/aboutus.html