แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ดักประเด็น ตอน ศึกษาก่อนด่า "สนช.วิวัฒนาการไดโนเสาร์ วิวัฒนาการวัดไทยในต่างแดน" (5 ก.ค. 59) ตอนที่ 6

เมืองไทย ประเทศของการกล่าวหา เห็นใครดีกว่าไม่คิดพัฒนาตัวเองขึ้นไป แต่เตะสะกัดขาเขาซะงั้น

ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยครับ หายไปซะหลายวัน เนื่องจากติดภารกิจนั่นนี่ตามประสา เข้าเรื่องเลยครับตามที่ผมขึ้นหัวข้อเลยที่ว่า เมืองประเทศของการกล่าวหา เห็นใครดีกว่าก็เตะสกัดขา ไม่คิดจะพัฒนาตัวเอง ประเทศที่ผู้คนไม่เคารพสิทธิพื้นฐาน ประเทศที่เต็มไปด้วยนักพูด เพ้อเจ้อ  

ดูอย่างวานนี้ มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากสายวิชาชีพสื่อมวลชนท่านหนึ่ง โพสต์ประเด็นการก่อสร้างวัดพระธรรมกายนิวคาสเซิล พร้อมมีการเขียนชี้นำตั้งข้อสงสัยไว้ ประมาณว่า ใช่กิจของสงฆ์หรือไม่? หรูหราฟุ่มเฟือยหรือป่าว? เงินทองมาจากไหน? ซื้อเสร็จใส่ชื่อใคร? พร้อมๆ กับสื่อได้นำไปเล่นข่าว 


และจากประเด็นดังกล่าว มีผู้แสดงความเห็นถึงแนวคิดผีเจาะปากมาพูดของสนช.ท่านนี้ ที่เพิ่งมีวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ กระทั่งเพิ่งยืนได้ 2 ขา และอีกไม่นานคงเดินออกมาถึงปากถ้ำ โอ๊ยยย เจ็บแสบขนาดนี้ วันนี้จึงขอยกพื้นที่บล็อกให้กับ ดักประเด็น ตอน ศึกษาก่อนด่า "สนช.วิวัฒนาการไดโนเสาร์ วิวัฒนาการวัดไทยในต่างแดน" 

************* 
                         
"ขัดใจตั้งแต่เช้ากับพาดหัวข่าวเรื่องวัดวาอารามในต่างประเทศ...

"อลังมั้ยจ๊ะ? วัดพระธรรมกายนิวคาสเซิล สนช.ถามซื้อแล้วใส่ชื่อใคร"




"อื้อหือ! วัดพระธรรมกายสวิตเซอร์แลนด์ เปลี่ยนโรงแรมบนเขาเป็นศาสนสถาน"



ตามประสาคนรวย เคยไปต่างประเทศ และตามประสาคนจิตใจดีงาม ไปต่างแดนก็สงสัยว่า วัดไทยที่นั่นเป็นอย่างไรกันบ้าง

เพราะเคยไป เคยเห็น จึงเข้าใจ (อย่างน้อยก็มากกว่าคนเขียนพาดหัวข่าวข้างบน) และรู้สึกขัดใจกับทัศนคติแบบไดโนเสาร์ของสื่อไทย ที่ไม่เคยทำการบ้าน ไม่เคยตั้งคำถาม (และแน่นอน ไม่เคยได้คำตอบที่ควรเอามาเขียนให้คนอ่าน) กับคนไทยประเภทเชื่อข่าว เหมือนคนเขียนมันเป็นคนเบ่งเราออกมาดูโลก

อยากเล่าสู่กันฟังว่า

วัดไทยไม่ว่าวัดไหน ล้วนเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยในประเทศนั้น เป็นความปลื้มของชาวพุทธ ที่สามารถไปหยั่งราก เผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ประเทศนั้น ๆ ได้สำเร็จ

การตั้งคำถามงี่เง่า เรื่องความอลังการ การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับชื่อวัด ซื้อแล้วใส่ชื่อใคร หรือสงสัยว่ามันเป็นวัด เป็นสำนักสงฆ์ หรือเป็นอะไร ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามของมนุษย์ที่เพิ่งวิวัฒนาการมายืน 2 ขาได้ (อีกไม่นานคงเดินมาถึงปากถ้ำ) โดยไม่ได้เข้าใจโลกพระพุทธศาสนาในต่างประเทศเลย ยังคงหมกมุ่นอยู่กับอะไรแบบ "ไทย ๆ" 

และคิดแต่ว่า ถ้าสร้างวัดเมื่อไหร่ หรูหราไม่ได้เลย ยิ่งเก่า ยิ่งโทรม ยิ่งดี บางทีจึงมีคนเอาภาพกุฏิพระมาบลัฟกัน ประมาณว่า กุฏิใครโทรม ใครเก่ากว่ากัน พระองค์นั้นน่านับถือ

ฮ่วย...คงเป็นประเทศเดียวในโลกแล้วมัง ที่วัดคุณความดีของพระด้วยกุฏิ

เสพติดช่อฟ้า ใบระกา หางหงษ์ ลายกนก ซะจนไม่ลืมหูลืมตาดูความเป็นจริงในโลกกว้างใบนี้เลย

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนาให้เป็นศาสนาของคนทั้งโลก อยากให้คำสอนแพร่ขยายออกไป คนจะได้หมดทุกข์ มีศีลมีธรรม มีคุณความดี ดังนั้น ยิ่งขยายออกไปมากยิ่งดี ไม่ใช่ให้พระไปเก็บตัวลีบอยู่ในป่า (ป่าสมัยนี้ก็หายากซะด้วย)

เข้าเรื่องดีกว่า...บังเอิญเคยไปวัดที่สวิตมาคราวหนึ่ง เลยรู้ว่า

วัดพระธรรมกายเวลาส่งพระไปเผยแผ่ต่างประเทศ ให้ไปแบบไปตายดาบหน้า คือไปหาทางสร้างวัดกันเอง ห้ามนำเงินจากเมืองไทยไปสร้างเด็ดขาด พระที่ไปสมัยแรก จึงมักเริ่มต้นด้วยการเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ และอาศัยคนไทยมาช่วยดูแลพระ 

จากนั้นก็ค่อย ๆ ชวนคนมานั่งสมาธิ สอนธรรมะ จนนานวันเข้า (หลายปี) คนมามาก ที่ทางคับแคบ ก็หาทางขยับขยาย แรก ๆ ก็ย้ายไปเช่าบ้านที่ใหญ่กว่า พอคนมากก็ย้ายอีก 

ในที่สุดเมื่อเกิดความมั่นใจว่าด้วยกำลังของญาติโยมที่มี น่าจะสร้างวัดปักหลักเป็นที่เป็นทางได้ ตอนนี้แหละ จึงได้กลายมาเป็นวัดอย่างที่ลงข่าวแล้วเข้ามาด่ากัน (ซึ่งอาจใช้เวลาเป็น 10 ปี)

ซึ่งคนที่ด่าวัดเขานั้น ก็คือคนที่กำลังด่าความเพียรพยายามของพระที่ทุ่มเทชีวิตจิตใจทำงานศาสนา และด่าว่าศรัทธาของคนไทยที่เจียดเงินมาช่วยกันสร้าง เพื่อเป็นที่พึ่งพิงทางใจของพวกเขา

คนด่าพวกนี้ ไม่ทราบกินข้าวกับอะไร ถึงโตมาเป็นคนจิตใจคับแคบอย่างนี้

รู้ไหมครับ... 

กว่าจะได้วัดแบบที่เห็น ต้องใช้เวลานานปีเท่าไหร่ เรี่ยวแรงกำลัง ความสามัคคีของคนที่นั่นขนาดไหน?

การสร้างหรือปรับปรุงวัดแต่ละวัดต้องถูกต้องตามกฎหมายของประเทศนั้น จะมาใช้เส้นแบบเมืองไทยไม่ได้ ต้องสร้างเอง ติดต่อราชการเอง ไม่มีราชการไทยไปช่วยนะครับ

และเพราะเราไปเผยแผ่ในบ้านเมืองเขา จะเอาแต่ความเป็นไทยไปขายไม่ได้ พระวัดนี้รู้ว่าที่มาต่างประเทศ เพราะจะเอาคำสอนพระพุทธเจ้าไปเผยแผ่ ไม่ได้เอาช่อฟ้าใบระกาหรือความเป็นไทยไปใช้ ท่านจึงปรับตัวให้เข้ากับสังคมของคนที่นั่นได้ด้วย 

ทั้งสิ่งก่อสร้างต้องดูดี (แบบที่เห็นในรูป ที่ต่างประเทศเขาเรียกธรรมดา แต่เมืองไทยเห็นว่าหรูหราไปได้ อยู่กระต๊อบกันจนเคย) ใครเห็นก็อยากมาเยี่ยมเยียน

พระก็ต้องมีศีลาจารวัตร มีมารยาท ไม่เป็นที่น่ารังเกียจของคนในประเทศเขา และแม้วัดจะสร้างอย่างดี แต่ชีวิตหลวงพี่ที่นั่นก็อยู่ง่าย เรียบง่าย ศีลยังครบ 227 ข้อ วัตรปฏิบัติก็เหมือนพระที่อยู่เมืองไทย สวดมนต์ นั่งสมาธิ เทศนาสั่งสอน ศึกษาธรรมะ หาช่องทางเผยแผ่ไปสู่คนประเทศนั้น ๆ ทำงานหนักกว่าพวกเอาแต่ด่าเยอะ

บอกตรง ๆ เห็นวัดนี้ครั้งแรก เห็นพระ เห็นญาติโยมที่นั่น รู้เลยว่า พระพุทธศาสนาปักหลักที่ต่างประเทศได้แน่ เพราะไม่มีอะไรที่เราจะด้อยกว่าเขาเลย ในทางตรงข้าม เรามีคำสอนดี ๆ มีรูปแบบการใช้ชีวิตดี ๆ มีมุมมองชีวิตแบบพุทธ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกใหม่ และผู้คนในประเทศนั้นไม่เคยเจอ เขาจึงสนใจ อยากเรียนรู้ อยากศึกษา นี่เป็นทางมาของการเผยแผ่ที่แท้จริง

ไปถามดูได้ว่า วัดที่ประสบความสำเร็จในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน คือวัดอะไร??

ตอบให้ว่าคือ วัดพระธรรมกายนี่แหละ

คนไทยครับ พวกคุณถูกเป่าหูว่าพระพุทธศาสนาต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ผิดจากที่เคยได้ยินมาไม่ได้ แต่เคยถามตัวเองไหมว่า คุณรู้จักพุทธศาสนามากแค่ไหนกัน ลองเปิดพระไตรปิฎกอ่านกันบ้าง แล้วจะเห็นว่า พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้เปิดกว้าง ให้โอกาส และหาช่องทางเพื่อเผยแผ่คำสอนอย่างถูกต้องตามธรรมตลอดเวลา

คนไทยถูกเป่าหูเรื่องพุทธศาสนาจากคนไม่กี่คน (ไปลองนับดูสิ ว่าคุณได้อิทธิพลความคิดเรื่องพุทธศาสนามาจากพระกี่รูป คนกี่คน คุณนึกชื่อได้กี่ชื่อ) จนกลายเป็น "ชาวพุทธติดกรอบ" ใจแคบ คอยติเตียนคนที่คิดไม่เหมือนตนเองในที่สุด

ถามกลับดีกว่า ในขณะที่พวกคุณกล่าวหา ตั้งคำถามถึงความเหมาะสม ตำหนิทุกเรื่องจากแค่ได้้เห็นรูปภาพ และอ่านข่าว พวกคุณได้สร้างคุณประโยชน์อะไรให้กับพุทธศาสนาบ้าง??

ทำทานทุกวันไหม??
ศีล 5 ครบถ้วนดีเป็นปกติหรือไม่??
นั่งสมาธิบ่อยแค่ไหน??

พอถามแบบนี้ คุณก็มักจะตอบว่า "เป็นพุทธด้วยใจ"
คุณก็แถกสีข้างถลอกเรื้อนไปเรื่อย ๆ
เป็นพุทธด้วยใจ ก็จงเก็บความคิดเลว ๆ ไว้ในใจ อย่าได้พ่นน้ำลายออกมาว่าร้ายคนที่เขาทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อศาสนาเลย
ถ้าเห็นวัดแบบนี้แล้วทำเป็นปรี๊ดแตก ก็แสดงว่ายังไม่เข้าใจความเป็นพุทธมากพอ

เริ่มต้นจึงขอแนะนำให้ไปถามตัวเองก่อนว่า...

คุณแยกความแตกต่างของคำว่า "อนาถา" กับความ "มักน้อย สันโดษ" ออกไหม ว่ามันต่างกันอย่างไร??

ถ้าแยกออก คุณจึงจะพอเป็นคนพุทธได้ และคุณจะเริ่มหายสงสัย ว่าทำไมพระพุทธศาสนา จึงเป็นศาสนาที่ทันสมัยที่สุดตลอดกาล และทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า คำสอนของท่านเป็นอกาลิโก

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปขนาดไหน ความเจริญจะมากเท่าไหร่ พุทธศาสนา คือศาสนาที่เหมาะกับโลกใบนี้เสมอ

โชคดีที่เมื่อยนิ้วซะก่อน ไม่งั้นจะด่าต่ออีก 555"

************* 


มันก็เป็นเช่นนั้นแล ผมนี่ปรบมือให้เลย สนช.วิวัฒนาการไดโนเสาร์ ตำแหน่งนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ นะ เหอ เหอ เหอ ขรำชิหาย

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

หลักวินิจฉัย..ว่าใครคือพุทธเถรวาท

ถามว่า
- ชาวพุทธที่เคารพบูชาเจ้าแม่กวนอิมด้วย เป็นพุทธเถรวาทหรือไม่
- ชาวพุทธที่ตั้งศาลพระภูมิในบ้าน เป็นพุทธเถรวาทหรือไม่
- ชาวพุทธที่เชิญพราหมณ์มาประกอบพิธีในวาระโอกาสต่างๆ เป็นพุทธเถรวาทหรือไม่
- ชาวพุทธที่เคารพบูชาศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ต่างๆ เป็นพุทธเถรวาทหรือไม่
- ชาวพุทธที่สักยันต์ ดูหมอ ใบ้หวย นับถือกุมารทอง นางกวัก แม่ย่านาง ปลัดขิก บูชาราหู เป็นชาวพุทธเถรวาทหรือไม่
แล้วถ้าตัดชาวพุทธเหล่านี้ออกหมด จะเหลือชาวพุทธไทยถึง 5% หรือไม่

หัวใจของพระพุทธศาสนาคือพระรัตนตรัย

หลักวินิจฉัยว่าใครคือพุทธเถรวาทหรือไม่อยู่ที่
1.เขาเคารพบูชาพระพุทธเจ้าหรือไม่
2.เขาเคารพบูชาพระธรรม  ยอมรับคำสอนในพระไตรปิฎกหรือไม่
3.เขาเคารพพระสงฆ์  ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบหรือไม่
ถ้าเขายึดถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด เขาก็คือพุทธเถรวาท แม้จะเคารพเจ้าพ่อ เจ้าแม่ อื่นๆบ้างก็ตาม

ในครั้งพุทธกาล  เพียงแค่นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เปล่งวาจาขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ 3 รอบ ก็สำเร็จเป็นพระภิกษุแล้ว แม้ปัจจุบันก็สำเร็จเป็นสามเณร

การถึงไตรสรณคมน์ คือ จุดชี้ขาดความเป็นชาวพุทธเถรวาท  
แม้ภิกษุก็เช่นกัน  ขอเพียงถึงไตรสรณคมน์ และผ่านการอุปสมบทถูกต้องตามพุทธบัญญัติก็เป็นพระภิกษุเถรวาท แม้บางรูปอาจมีสักยันต์บ้าง พระทางเหนือมีห้อยลูกประคำบ้างก็ตาม

หากมัวแต่คิดกีดกันคนที่คิด  เชื่อบางอย่างไม่เหมือนตน  ว่าไม่ใช่พุทธเถรวาท สุดท้ายจะเหลือแต่ตัวเองคนเดียว เพราะคนอื่นๆ ทุกคนจะต้องมีบางประเด็นที่คิดเชื่อต่างจากเราเสมอ ขนาดพระอรหันต์ยังมีบางประเด็นเห็นไม่ตรงกันเลย  ใครไม่เชื่อลองไปเปิดพระวินัยปิฎกแปล(ฉบับ มจร.) เล่ม 7 ข้อ 441 หน้า 382 ว่าด้วยเรื่องสิกขาบทเล็กน้อย ในคราวสังคายนาครั้งที่ 1 ของพระอรหันต์ 500 รูป 

แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง คือ ทางมาแห่งความสามัคคี ความสงบร่มเย็น ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนามาแต่โบราณ

แสวงจุดร่วม ไม่ใช่แสวงจุดต่าง
การแสวงจุดต่าง พยายามแบ่งแยก ถือเขา ถือเรา  คือทางมาแห่งความทะเลาะเบาะแว้ง แตกความสามัคคี  ความเสื่อมของพระพุทธศาสนา




วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

ยอมรับความจริงเสียเถอะ!!!

คนเรานี่ก็แปลก
ด่าเขาข้างเดียวมานานเป็นสิบกว่าปี
พอเขาให้ข้อมูลชี้แจงกลับไปบ้าง
ทำฮึดฮัดมีอารมณ์

นี่เพิ่งจะแค่ 2 -3 วันเอง แค่นี้ยังเล็กน้อย
ถ้าเทียบกับคนที่เขาโดนผู้มีอำนาจปิดปาก
ได้แต่ทนให้เขาด่าว่าอยู่ข้างเดียวมายี่สิบปี

ดูๆ ไปแล้วคงจะไม่เคยโดนใครโต้แย้ง
ด้วยหลักการ เหตุผล ข้อมูลวิชาการ และประสบการณ์จริงมาก่อน
เลยเริ่มยอมรับไม่ได้ว่าข้อมูลของตัวเองไม่ถึง
มีแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่

ขาดการวิจัย ขาดหลักฐานประวัติศาสตร์
ขาดการค้นคว้าเชิงสังคมที่รอบด้าน

เขาคงจะลืมไปว่าโลกใบนี้
ไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทย
หลักฐานข้อมูลวิชาการจากประเทศต่างๆ
เดี๋ยวนี้เขาแชร์กันได้ค่อนโลกแล้ว

ลำพังแค่พระไตรปิฎกของเถรวาทด้วยกัน
ที่อยู่นอกประเทศ ยังมีฉบับที่เก่าแก่กว่า
ที่ีประเทศไทยใช้อยู่เลย

เด็กรุ่นหลังที่ได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลวิชาการ
ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ
ลงทุนส่งคนไปเก็บรวบรวมมาจากทั่วโลก
ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงปัจจุบัน
พอเรียนจบกลับมาแต่ละคน ข้อมูลมันเกินเมืองไทย
เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้จะเอามาโต้ทำไมเท่านั้นเอง

เป็นข้อเตือนใจว่า
1. คนเราเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้
แต่เมื่ออ่านข้อมูลเก่ามากๆ ก็มักจะหลงตัวเองว่ารู้แล้ว
หารู้ไม่ว่าเฉพาะแค่แหล่งข้อมูลอ้างอิง
มันยังมีฉบับเหนือฟ้ายังมีฟ้าเลย
มันยังมีฉบับเก่าก่อนกว่าฉบับเก่าแก่อีกด้วย

2. เฉพาะคำว่า "ธรรมกาย" ในพระไตรปิฎกของเถรวาท
ที่มีอยู่ในประเทศไทย ปรากฏว่าไม่ได้มีหลักฐาน
เฉพาะพระไตรปิฎกฉบับมาตรฐานของมหาวิทยาลัยสงฆ์
แม้แต่พระไตรปิฎกฉบับท้องถิ่น ฉบับล้านนา ฉบับศิลาจารึก
ก็มีจารึกคำว่า "ธรรมกาย" อยู่ในนั้นด้วย

3. คนเราด่าเขาข้างเดียวมานาน
พอจะให้ยอมรับว่าข้อมูลตัวเองไม่ถึง
ก็มักจะโกรธเพราะยอมรับความจริงไม่ได้ว่าตัวเองก็ไม่รู้

---------------------------------------------------------------

๑๘ มีนาคม ๒๕๕๙

๑๘.๓๒ น.

ปล. ข้อคิดจากการนั่งอ่านข้อมูลที่ตอบโต้กัน

.Cr. Ptreetep Chinungkuro

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

คุณมองเฉพาะจุด...หรือเปล่า!!!

คนที่สวนกระแสเป็นคนแปลกเพราะไม่ทำตามสิ่งที่คนส่วนใหญ่กระทำ 

แม้พระพุทธองค์ก็เป็นคนแปลกในสมัยพุทธกาลเพราะปฏิบัติตนสวนกับความเชื่อดั้งเดิมที่มีอยู่ 

โดยการนำความจริงอันสุดยอดที่เรียกว่า "ธรรมะ"ออกมาสั่งสอนให้ได้คนได้ศึกษาและปฏิบัติจนได้รู้เห็นเช่นเดียวกับพระองค์ท่านในเรื่องที่ว่า 

"ตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน และตนนั้นสามารถชนะสิ่งที่เอาชนะได้ยากที่สุด คือกิเลสในใจของเราเองได้”

มาถึงวันนี้คนที่ตั้งใจทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์กลายเป็นคนแปลก เพราะพยายามปฏิบัติและรักษาพระธรรมวินัยในภาพรวมอันประกอบด้วย 
๑.การฝึกฝนตนเอง 
๒.การเผยแผ่ธรรมะอย่างยิ่งยวด ซึ่งขัดกับ"ความคุ้น"ในท้องถิ่นปัจจุบันที่มักจะยกเอาหลักธรรมในการฝึกฝนขัดเกลาตนเข้ามาปนกับเรื่องของการนำธรรมะเข้าไปในกลุ่มชนส่วนรวม 

ยกเอา"ความสันโดษหลีกออกเร้น"มาปนกับ"การเตรียมพื้นที่สร้างศูนย์เผยแผ่"เพื่อสั่งสอนธรรมะไปในวงกว้างดังเช่นอารามเชตวันในสมัยพุทธกาล 

คงต้องช่วยกันนำธรรมะในภาพรวมๆ มาบอกกล่าวให้คนได้ศึกษาเพื่อทำความเข้าใจกันเสียใหม่ 

คนที่ทำถูกจะได้ไม่กลายเป็นคนแปลกในสังคมที่กำลังยุ่งเหยิงเพราะติดในรายละเอียดมากกว่าจะมองในหลักการ 

มาถกเถียงกันในเรื่องของน็อตตัวนึงแทนที่จะพูดถึงรถทั้งคัน..

โสตฺถิโก ภิกฺขุ
๕ ก.พ. ๒๕๕๙

สมัยนี้...เราจะทำอย่างไรกับพระสงฆ์ดี??

สองสามเดือนมานี้ได้ติดตามข่าวสารจากทางสื่อมวลชนและทางโซเชียล จนรู้สึกว่าเหมือนกับว่าพระทั้งประเทศ"พร้อมใจกันลุกขึ้นมาทำความเลวโดยมิได้นัดหมาย"

จะว่าไปก็มีเหตุการณ์แบบนี้อยู่ทุกปีเพียงแต่มักจะเป็นช่วงเข้าพรรษา, ออกพรรษาและก่อนกฐินซึ่งเป็นช่วงที่คนจะเข้าวัดทำบุญกันเป็นจำนวนมาก ที่ทราบเพราะวงการใครก็วงการคนนั้น เรื่องราวที่เกิดซ้ำๆ ก็จะทำให้จำได้ พอมีอะไรผิดช่วงผิดเวลาก็เลยรู้ว่าเรื่องนี้  "ไม่ใช่เรื่องปกติ" 

จะว่าไปการมีข่าวพระเสียๆ หายๆ อยู่บนหน้าสื่อทุกวันก็ไม่ใช่เรื่องปกติ เพียงแต่พอคนเสพคุ้นมากๆ บ่อยๆ เรื่องผิดปกติก็กลายเป็นเรื่องปกติได้



พระบ้าน(คามวาสี)อยู่ใกล้กับชาวบ้าน เมื่อเห็นพระ ชาวบ้านก็มีความคาดหวัง จนบางทีก็ลืมไปว่าตัวพระเองหากยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็ยังมีเรื่องที่ยังต้องปรับปรุงตัวอีกมาก พระพุทธองค์จึงทรงแนะให้คน "คิดพูดทำกับพระด้วยจิตเมตตา" พระและชาวบ้านต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน พระพุทธศาสนาจึงจะเดินหน้าต่อไปได้

พระในบ้านนี้เมืองนี้คงไม่ได้นัดกันมาทำความเลวโดยพร้อมเพรียงกัน แต่มีกลุ่มคนพยายามให้ภาพของพระออกมาเป็นแบบนั้นโดยอาศัยความคาดหวัง อคติ และความไม่รู้ของคนในบ้านเมืองเป็นเครื่องมือ..

จึงอยากจะขอให้มาช่วยกันเติมเรื่องราวดีๆ เรื่องราวที่ถูกต้องของพระลงในสื่อที่เรามีอยู่ในมือกันทุกคนอยู่แล้ว คือ โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ติดต่อสื่อสารที่ใช้กันอยู่ทุกวัน บอกเล่าเรื่องราวดีๆ ลงไปในนั้นให้มากๆ "ให้เรื่องปกติยังคงเป็นเรื่องปกติ" พระดีๆ มีอยู่อีกมาก ธรรมะดีๆ ก็มีอีกเยอะที่พระท่านได้ตั้งใจเทศน์สอนเอาไว้ 


สื่อที่ดีต้องส่งสารจากต้นทางไปถึงปลายทางโดยไม่ผิดเพี้ยน ดังนั้นเรามาทำตัวเป็นสื่อที่ดีกันดีกว่า อย่าถือว่าธุระไม่ใช่ เพื่อสร้างประเทศไทยของเราให้เป็นเมืองพุทธที่งดงามและสงบสุขอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่สมัยที่ปู่ย่าตายายยังมีชีวิตอยู่ 

"ให้ความดียังคงเป็นความดี ให้คนยังคงเป็นคนที่สังคมเคารพยกย่อง ให้พระยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาแห่งมหาชนต่อไป" 

หากทุกคนช่วยกัน ความฝันนี้จะกลายเป็นความจริงได้ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน.. 

โสตฺถิโก ภิกฺขุ
๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ทำไมชาวพุทธไทย จึงไม่ชอบวัดใหญ่ๆ



แนวทางการสร้างบารมีในพระพุทธศาสนามี 3 แนวทางใหญ่ คือ 

1. เป็นพระพุทธเจ้าเพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปพระนิพพานให้มากที่สุด
2. เป็นอนุพุทธะ คือ เกิดมาในยุคที่มีพระพุทธเจ้า แล้วฟังธรรม ปฏิบัติจนหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ ไปนิพพานตามพระพุทธเจ้าไป
3. เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า คือ ตรัสรู้ธรรมด้วยตนเองได้ แต่ไม่ชอบสอนใคร ปลีกวิเวกไปอยู่ป่า ตายแล้วก็เข้านิพพานไปคนเดียว

ทั้งสามแนวทางไปนิพพานทั้งสิ้น แต่แนวทางเป็นพระพุทธเจ้า เกิดประโยชน์ต่อชาวโลกที่สุด

ในโลกพระพุทธศาสนาปัจจุบัน มี 2 นิกายใหญ่ คือ 

1. มหายาน (จีน ไต้หวัน ทิเบต ญี่ปุ่น เกาหลี) นิยมแนวทางเป็นพระพุทธเจ้า ฉะนั้นทุกคน ปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ชอบช่วยเหลือคน สังเกตดูวัดจีนสร้างใหญ่ มีรูปปั้นพระโพธิสัตว์เต็มไปหมด เวลาเทศน์ชอบให้มีคนฟังเยอะๆ อย่างท่านดาไล ลามะ แห่งทิเบต ท่านซิงหวินต้าซือ แห่งฝอกวงซัน ไต้หวัน เช่าสนามกีฬาจุคนได้หลายหมื่นเพื่อเทศน์ให้คนฟัง และมักไปออกรายการทีวี สัมภาษณ์ ทอล์คโชว์บ่อยๆ มีสาขาทั่วโลก

2. เถรวาท คือ พระพุทธศาสนาแถบเอเชียอาคเนย์ เช่น ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เขมร นิยมแนวทางอนุพุทธะ ชอบพระธุดงค์ที่แบกกลดเข้าป่า ปลีกวิเวกไม่ยุ่งกับชาวบ้าน ไม่ชอบเทศน์สอน สังเกตดูว่า พระที่คนไทยรู้จักเคารพมากคือ พระวัดป่า เช่น หลวงปู่มั่นธุดงค์กันเกือบตลอดชีวิต มาสร้างวัดก็ในยามบั้นปลายชีวิต คนที่มีโอกาสฟังธรรมจากท่านไม่มาก นานๆ จึงจะได้ยินว่า พระรูปนั้นรูปนี้ปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์เทียบกับมหายาน ชาวพุทธมหายานทุกคนอยากเป็นพระโพธิสัตว์

การฟื้นฟูศีลธรรม (หรืออีกนัย คือการรื้อสัตว์ขนสัตว์ตามแนวทางพระโพธิสัตว์) ก็ปรารถนาให้คนหมู่มากได้ประโยชน์จากคำสอนพระพุทธเจ้า คนมามาก ก็ต้องมีที่รองรับมากๆ  ในสมัยพุทธกาลบางสมัย พระพุทธเจ้าเทศน์มีผู้ฟังแสนโกฏิ (ล้านล้านคน) คิดดูว่าคนมากขนาดนั้น ต้องมีศาลาขนาดไหน มีห้องน้ำกี่ห้อง ต้องจัดอาหารถวายกี่สำรับ ในยุคพุทธกาล วัดพระเชตวันมีเนื้อที่ที่ค้นพบในปัจจุบัน 80 ไร่ อนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อด้วยราคาเท่ากับเหรียญทองที่เอามาปูเต็มพื้นที่ ราคาในปัจจุบันไม่น่าจะน้อยกว่าหมื่นล้าน  แล้วสร้างอาคารด้วยเงินอีกสองเท่าของค่าที่ดิน เป็นวัดที่ใหญ่มาก เวลาพระพุทธเจ้าเสด็จไปไหนมักมีขบวนพระภิกษุติดตามไปมาก ถึง 500 รูป 

ฉะนั้นในภาพของพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาดั้งเดิมในสมัยพุทธกาล ในเรื่องส่วนตัวพระพุทธเจ้าทรงสมถะ สันโดษ รักความสงบ แต่หากเป็นเรื่องส่วนรวม การเผยแผ่พระพุทธศาสนา สอนคนให้ทำความดี พระพุทธองค์ชอบใหญ่ๆ คนมากๆ ทำให้เอิกเกริก ให้คนกล่าวขานไปทั่วบ้านทั่วเมือง อย่างตอนไปโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ก็ทรงวางแผนไปโปรดชฎิล 3 พี่น้องและบริวารพันคนก่อน แล้วเดินทางไปพร้อมกัน ชาวบ้านมากันมืดฟ้ามัวดินเพราะชฎิลมีชื่อเสียงมากในแคว้นมคธ คนก็มารอดูพระพุทธองค์ว่าอาจารย์ของชฏิลหน้าตาเป็นอย่างไร พอไปถึงที่ ก็ทรงให้ชฎิลออกไปหมอบกราบทำความเคารพพระพุทธเจ้าอย่างสูงสุด แล้วแสดงฤทธิ์เหาะให้ชาวบ้านดู และประกาศว่า ท่านนี้เป็นครูของเรา ยังผลให้ชาวเมืองมคธ เลิกดูแคลนพระพุทธเจ้า แล้วตั้งใจฟังธรรมจนมีผู้บรรลุธรรมมากมาย จะเห็นว่า พระองค์ตั้งใจสร้างข่าวใหญ่ก่อนไปเทศน์ แล้วไปอยางยิ่งใหญ่ ก่อนเทศน์ก็ประกาศความยิ่งใหญ่ด้วยการให้ลูกศิษย์แสดงฤทธิ์ก่อน พระองค์ใช้การประชาสัมพันธ์ ใช้ความอลังการ ใช้ความยิ่งใหญ่มาประกอบการเทศน์ ซึ่งได้ผลคือ คนมาฟังมาก คนบรรลุธรรมมาก กษัตริย์ก็ศรัทธาและบรรลุธรรม เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศพระพุทธศาสนาอย่างได้ผล เป็นรากฐานสำคัญของการการก่อตั้งพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล

นิสัยคนไทยถูกหล่อหลอม ด้วยพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทมานับพันปี จึงสร้างค่านิยมว่า วัดต้องเล็กๆ พระต้องปลีกวิเวก พูดน้อยๆ เป็นค่านิยมผูกขาด แล้วเหมารวมว่าพระพุทธศาสนาทั้งมวลต้องเป็นเช่นนี้ แต่ไม่ได้ศึกษาว่า พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติอย่างไร  ซึ่งอย่างที่เล่าให้ฟังว่า เรื่องส่วนตัว ทรงสมถะ สันโดษ แต่เรื่องส่วนรวม ทรงปฏิบัติอย่างยิ่งใหญ่ เอิกเกริก อลังการ หวังให้มีคนมาฟังธรรมมากที่สุด


หอฉันคุณยายฯ วัดพระธรรมกาย

ลุกมาสู้เพื่อสังฆมณฑล


“ลุกมาสู้เพื่อสังฆมณฑล” นี้เป็นแคมเปญใหม่ที่ติดแน่นอยู่ในใจคนไทยทุกคนแล้ว แค่รอเวลาลุยแค่นั้น ซึ่งสัญญาณนี้ได้คุกรุ่นขึ้นมาแล้วจากพระผู้ใหญ่หลายท่าน ที่จะไม่ทนกับกลุ่มผู้มีอำนาจที่ยืนอยู่เหนือกฎหมายและคณะสงฆ์

พระสงฆ์ท่านแรกที่ออกมาคือ พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย  ประกาศชี้ชัด “ดีเอสไอ จี้ ม.ส. ดำเนินการปรับอาบัติของพระ เป็นการขยายขอบเขตของตนเองสั่งหน่วยงานราชการ และคณะสงฆ์ตามที่ตนเองวินิจฉัย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่จะอันตรายมากทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

ล่าสุดมาจาก พระราชปัญญามุนี เจ้าคณะจังหวัดยะลา ซึ่งได้กล่าวตอนหนึ่งว่า “มีบางกลุ่มบางคนอย่างนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ถามว่า “คิดได้อย่างไร มหาเถรสมาคมมีแต่ช่วยเหลือพระสงฆ์และประชาชน โดยเฉพาะกับพระ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันในการรักษาพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ พระพุทธะอิสระ ก็ด้วย "นายไพบูลย์ และพวกเคยทำประโยชน์อะไรแก่พระพุทธศาสนาบ้าง หรือลงมาดูดำดูดีพระสงฆ์ชายแดนใต้บ้างไหม? หรือมีแต่หาเรื่องทะเลาะกับพระและโจมตีพระ หรือว่าท่านได้ประโยชน์อะไรจากการทำให้พระพุทธศาสนาอ่อนแอหรือเปล่า?" 

เราชาวพุทธรู้แล้วพึงทำอย่างไร เมื่อมีคนมุ่งจะทำลายสังฆมณฑลอันเป็นเสาหลักของศาสนาพุทธ 

ทะเลที่เงียบนั้นน่ากลัว รอเวลาซัดกระหน่ำ แม้หน้าผาแข็งย่อมทลายยับ บัดนี้คณะสงฆ์และชาวพุทธนับล้านจะไม่เงียบ จะพร้อมลุกสู้ ขอพึงระวัง!!!

ถิ่นธรรม ถิ่นไทย




วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สกัดแผนล้มการคณะสงฆ์ไทย


เจ้าคุณเบอร์ลิน เตือนรัฐบาล : ใกล้จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประเทศ.
..........
- ด้วย "สัญชาตญานพิเศษ"
ในการรับรู้ที่รวดเร็วซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะตนของตัวผม
"เจ้าคุณเบอร์ลิน" ที่มีผลงาน "จดหมายน้อย" การันตีมาแล้ว
อันตัวผมนั้น ได้ประกาศตัวชัดเจน ออกมาปกป้องภัยพระศาสนา โดยเปิดเผยตนเดินหน้า
"ชนกับขบวนการ แก๊งค์ชั่ว"
คือกลุ่มที่มีอิทธิพลการเมืองในมุมมืดหนุนหลัง
ที่ออกมาทำทีอ้างศาสนาบังหน้า แล้วเคลื่อนไหวทำลายพุทธศาสนาในประเทศไทย อย่างต่อเนื่องโดยเดินแผนร่วมหน่วยราชการ และข้าราชการชั่ว ๆ ที่หลงผิด
วางเป้าหลายเพื่อทำลายสงฆ์ และล้มล้าง มส. เป็นเบื้องต้นนั้น.
....
- ผมใช้โดยวิธี ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ตอบโต้ทุกรูปแบบ กับ แก๊งค์ชั่ว
ด้วยยึดเหตุผล และความจริง เป็นที่ตั้ง
ในแนวสันติวิธีมาตลอดกว่า 2 เดือนนั้น.
......
- ผมเชื่อว่า และรู้สึกได้ด้วยตนเองได้ว่า ผมมีความรับรู้ที่
"ไว"
ต่อเหตุการณ์ทึ่กำลังจะเกิดเป็น"พิเศษ"
ไม่อยากจะบอกว่า ด้วยเครือข่ายของเจ้าคุณเบอร์ลินนั้น
เทียบระดับ "หน่วยงานความมั่นคงหนึ่ง"เลยที่เดียว.
........
- งานนี้ ผมอยากจะขอเตือนไปยังรัฐบาลไทย พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า
"อย่าได้ประมาทพลังศรัทธา และพลังบริสุทธิ์
ของชาวพุทธครั้งนี้ โดยเด็ดขาด
เพราะนี่เป็นการชุมนุมที่เกี่ยวกับความเชื่อ และความศรัทธา".
......
- มีคำเตือน และข้อเสนอต่อรัฐบาลในเบื้องต้น "ด่วน" ดังนี้
1..ขอให้ท่านนายกบิ๊กตู่ เตรียมพร้อมในการรับมือ และแก้
"ปัญหาพิเศษ ความขัดแย้งพิเศษ" ครั้งนี้ให้ดี ๆ
2. เบื้องต้นขอให้เรียกใช้ทีมงาน ดร. วิษณุ เครืองาม และ
ห้ามใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบทหาร หรือบุคคลอื่น หรือหน่วยงานอื่น
ที่ไม่ชำนาญเรื่องศาสนาโดยเด็ดขาด
3. ให้รีบตัดไฟแต่ต้นลม อย่าได้ให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียขีวิตของพระสงฆ์หรือผู้ชุมนุม แม้แต่รูปเดียวโดยเด็ดขาด
4. ท่องคาถาไว้กับผู้ปฏิบัติงานในครั้งนี้ว่า
"ละเอียดอ่อน ๆ ระวัง ๆ"
5. อย่าให้มีมวลชนเกิดการปะทะกันโดยเด็ดขาด
6. ปล่อยให้ผู้ชุมนุมครั้งนี้ ได้ดำเนินกิจกรรมไปตามที่ประสงค์ อย่าได้คิดนำกำลังมาสกัดกั้นผู้ชุมนุมโดยเด็ดขาด.
.......
นี่คือ สิ่งที่ผมจะเตือน และแนะนำได้ ในวันนี้
"หากไม่เชื่อผม แผ่นดินไทย จะลุกเป็นไฟทันที".
ย้ำว่า นี่คือ คำเตือน จาก
"เจ้าคุณเบอร์ลิน".
.........
ลำดับเหตุการณ์
- 15 ก.พ.59 เวลา เวลา 0600-0730น. งานสัมมนา “สกัดแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย”
โดยเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ (คสพ.)
ณ สวนพุทธมณฑล ต.ศาลายา จว.น.ฐ.
ขณะรายงานเริ่มมีพระสงฆ์เดินทางมาร่วมงานประมาณ 500 รูป
คาดการณ์ว่า น่าจะมีพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชน ประมาณ 30000 รูป/คน
ขณะมีการตั้งเต็นท์ โรงอาหาร น้ำดื่ม ภายในสวนพุทธฯ
จนท.ทหาร ช.พัน.9 ได้ประสาน สภ.พุทธมณฑล และสั่งปิดประตูทางเข้าหน้าสวนพุทธมณฑล ไม่ให้รถที่นำพระสงฆ์มา เข้าไปในพื้นที่บริเวณสวนพุทธฯ
และดำเนินการชี้แจงทำความเข้าใจกับพระสงฆ์ในที่อยู่บริเวณภายใน
เพื่อไม่ให้มีการปัดหลักชุมนุมและเชิญออกนอกบริเวณดังกล่าว .
.......
- เวลา 0800น.งานสัมมนา “สกัดแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย”
โดยเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ (คสพ.)
ณ สวนพุทธมณฑล ต.ศาลายา จว.น.ฐ. จนท.ทำการปิดประตูทางเข้าสวนพุทธมณฑลทั้งหมด โดยให้เข้าได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านใน
ขณะรายงานเริ่มมีพระสงฆ์และฆราวาสเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
จนท.ทหาร และ จนท.ตร.สภ.พุทธมณฑลได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้จะมาร่วมชุมนุมบริเวณด้านนอกและไม่ให้เข้าไปในพื้นที่
พระสงฆ์และฆราวาสยังไม่เดินทางกลับรวมตัวกันอยู่บริเวณด้านหน้าสวนพุทธมณฑล.
........
- เวลา 0830น.งานสัมมนา “สกัดแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย” โดยเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ (คสพ.)
ณ สวนพุทธมณฑล ต.ศาลายา จว.น.ฐ.
ขณะรายงานพระสงฆ์และฆราวาสเริ่มทะยอยเดินเท้าเข้าภายในสวนพุทธมณฑลบริเวณทางด้านข้างสวนพุทธฯ เป็นจำนวนมาก
จนท.ดำเนินการเจรจาให้ออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งรถยนต์,รถบัส ที่นำมามา
ที่มาของพระสงฆ์ที่มาร่วมชุมนุมครั้งนี้ จ.เชียงใหม่,จ.ลำพูน,กทม.,จ.มุกดาหาร,จ.ศรีสะเกษ,จ.มหาสารคาม,จ.กาฬสินธุ์,จ.ร้อยเอ็ด,จ.ขอนแก่น,จ.อุบลราชธานี
ส่วนใหญ่ที่เดินทางมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบโดยด่วนต่อไป.
#############
สถานการณ์โดยรวม
นครปฐม ประเทศไทย
1. 15กพ.59 ตั้งแต่เวลา
เวลา 08.00น.
2. จำนวนพระสงฆ์ 1,000รูป ประชาชน 300คน แกนนำ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เป็นผู้ประสานงาน ยังไม่เดินทางมา.
3. วัตถุประสงค์/ข้อเรียกร้อง.
- เพื่อจัดงานสัมมนา ให้หัวข้อ "สกัดแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย"
-ในเชิงลึกให้บัญญัติศาสนา ประจำชาติใน รธน และเคลื่อนไหวการแต่งตั้งสังฆราช.
4. ผู้เข้าร่วมกลุ่ม มาจากที่ใด เท่าไร ใครนำพามา และเดินทางมาอย่างไร.
-ผู้เข้าร่วมมาจากสถานที่ต่างๆในเบื้องต้นปรากฎจาก วัดใน จว.ต่างๆเช่น ปทุมธานี สกลนคร
-การเดินทางโดยรถยนต์บัส รถยนตู้ เหมา และรถยนต์ส่วนตัว.
5. รูปแบบการรวมกลุ่ม และการเรียกร้อง.
-รูปแบบเบื้องต้นเป็นการจัดสัมนาควบคู่กับการปฏิบัติธรรมโดยจะมีการปักกรดพักค้างคืน และพูดคุยประเด็นเหล่านี้.
6. การแสดงสัญลักษณ์มีหรือไม่ อย่างไร.
-เบื้องต้นยังไม่ปรากฎ แต่เชื่อว่าน่าจะใช้วิธีการ ถือป้ายจังหวัดตนเองที่มาร่วมกิจกรรม และอาจมีการใช้ข้อความตัวหนังสือในการแสดงสัญลักษณ์.
7. รูปแบบการเคลื่อนไหว มีหรือไม่ อย่างไร.
-รูปแบบการเคลื่อนไหวจะใช้การเสวนาอยู่กับที่เป็นหลัก ไม่ใช้การเดินขบวน.
8. แนวโน้มสถานการณ์จะเป็นอย่างไร.
-แนวโน้ม จะเป็นการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ในการแสดงออกทางความคิดในการที่จะคัดค้าน ร่าง รธน และสนับสนุนการแต่งตั้งพระสังฆราช ในเบื้องต้นตรวจสอบ พระพุทธอิสระจะยังไม่เคลื่อนไหวคู่ขนานโดยจะรอดูท่าที.
9. หน่วยงานของรัฐ มีหน่วยใดเข้าดำเนินการหรือไม่ มีแนวทางดำเนินการอย่างไร.
- หน่วยงานของรัฐ โดย มส. ได้แจ้งว่า จะพูดคุยทำการตกลงให้การจัดกิจกรรมเป็นไปโดยสงบ ส่วนประเด็นข้อเรียกร้องนั้น จะได้จัดการพูดคุยร่วมกันทุกภาคส่วนอีกครั้ง.
....
สรูปว่า
ขอให้รัฐบาลไทย และผู้เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาครั้งนี้ทุกท่าน
ได้โปรดกลับไปอ่านคำเตือนข้างต้นของผมหลาย ๆ รอบนะครับ
ส่วนเมื่ออ่านแล้ว จะทำอย่างไรต่อไป
ก็เป็นเรื่องของพวกท่านครับ
แต่ขอบอกสั้น ๆ ก่อนจบว่า
"งานนี้ เกิดจากความเหลืออด ต่อพฤติกรรมทำลายพระศาสนา คิดล้มล้าง มส. ของกลุ่ม พุทธอิสระนะแหละครับ"
หากรัฐบาลมองผิดไปจากนี้
ก็เกิดไฟเผาแผ่นดินแน่นอนครับ.
โชคดีมีชัยทุกท่าน และ
ขอให้มีข้าวฉันเพลช่วงอยู่พุทธมณฑลนะครับ เพื่อนสหธัมมิกทุกท่าน.
เจ้าคุณเบอร์ลิน
15.02.2016
แนบ นสพ. เดลินิวส์.
http://www.dailynews.co.th/education/379746

ที่มา facebook : เจ้าคุณเบอร์ลิน https://goo.gl/9sdB5p


วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ผู้กล้าที่แท้จริง




ขอสรรเสริญคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ช่วยกันปกป้องยกย่องพระพุทธศาสนา..
ขอให้วัดพระธรรมกายเดินหน้าทำความดีต่อไป.. fight!!!..
....................................................
มส. พศ. ท่านปกป้องพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราช
เพราะเอกสารทุกฉบับต้องเป็น...เลขไทย...เท่านั้น ไม่ใช่..เลขอารบิค
ท่านให้ความยุติธรรมกับหลวงพ่อธัมมชโย 
พระที่ทุ่มเทเพื่อพระพุทธศาสนา สร้างคนให้เป็นคนดี
ปลูกฝังธรรมะของพระสัมมสัมพุทธเจ้า
เข้าไปอยู่ในใจคนนับไม่ถ้วน
ยากที่จะมีผู้ใดทำได้ ...!!! 

มส. พศ. ท่านคือผู้กล้าที่แท้จริง
............................................................
วัดพระธรรมกายสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ประดิษฐานพระพุทธรูป 1 ล้านพระองค์ เพื่อให้โลกรู้ว่า 
พุทธศาสนิกชนเคารพรัก เทิดทูน  บูชาพระพุทธเจ้าอย่างสูงสุด...
............................................................