วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

หยุดกลั่นแกล้งกันเสียที!!!

ท่านผู้อ่านที่รัก..เรื่องมันเหลือเชื่อ!! แต่มันเป็นความจริง...

ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงวันนี้ วัดพระธรรมกาย และหลวงพ่อธัมมชโย ถูกกลั่นแกล้งมา 17 ปีแล้ว ทั้งที่นโยบายการสร้างวัดก็ชัดเจนว่า สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ และสร้างคนให้เป็นคนดี ผลงานก็มีอยู่มากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว แล้วทำไม..ถึงชอบกลั่นแกล้งกันนัก






ยอมให้กลั่นแกล้งมา17 ปีแล้ว สวรรค์มีตา แม่พระธรณีเป็นพยานได้ ต่อไปนี้ถ้าไม่เลิกไม่หยุดก็ขอสู้ด้วยความดี ให้โลกรู้ว่าคนดีโดนรังแกมาตลอด วันนี้ก็จะโดนให้ไปรับข้อหาอีก ใครจะไปยอม พระสูงอายุ ป่วยด้วย สร้างคนดีทั่วโลกเห็นกันอยู่ แต่คนไทยด้วยกันกลับตามืดบอดมองไม่เห็น หน้ามืดตามัวจะเล่นงานแต่พระดี ๆ ไม่ช่วยแล้วยังรังแกอีก ความอดทนถึงขีดสุดแล้วนะ





หยุดเสียที!!! เลิกกันทีได้ไหม!!! หยุดคิดร้ายๆ หยุดมโนเสียที
https://www.youtube.com/watch?v=0-rDO1SBTE0


ได้โปรดเห็นใจกันบ้าง ผู้ที่สร้างความดีไม่เคยหยุดกลับถูกใส่ร้าย ขอความเป็นธรรมเถอะค่ะ โปรดช่วยรักษาคนดี เชิดชูคนที่เสียสละ https://www.youtube.com/watch?v=8ok-C8y_4Wc



by ประเดิม เพิ่มความสุข

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

ทางออก!!! กรณีสหกรณ์

ปัญหาจริงคือสหกรณ์มีเงินหมุนเวียน 21,000 ล้าน
แต่ไปปล่อยกู้ 12,000 ล้าน จนขาดสภาพคล่อง 
บัญชีติดลบ หมุนเงินไม่ได้ จนจะล้มละลาย

ทางแก้ที่ถูกต้องที่จะฟื้นฟูสหกรณ์ได้คือ 
1. ต้องขอผ่อนผันจากเจ้าหนี้ 
2. ต้องหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม 
3. ต้องทวงเงินจากลูกหนี้ 
4. ต้องเพิ่มฐานสมาชิก

ไม่ใช่ปล่อยให้ DSI มาตั้งข้อหาฟอกเงินตามใจชอบ 
ซึ่งเท่ากับเป็นการแช่แข็งธุรกรรมการเงินของสหกรณ์แบบ 100 % 
และมีโอกาสล้มละลายอย่างแน่นอน เพราะจะไม่มีสถาบันการเงินใดๆ ยอมปล่อยกู้ให้สกหรณ์อย่างแน่นอน ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

ศิษย์วัดพระธรรมกายเข้าใจถึงสถานการณ์เรื่องนี้
จึงตั้งกองทุน 600 กว่าล้าน เพื่อช่วยให้สหกรณ์ฟื้นตัว
เพื่อช่วยให้สมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ไม่ล้มละลายตามไปด้วย
เพราะรู้ว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ 
ยากที่จะมีสถาบันการเงินใดยอมปล่อยกู้ให้อีก 
มิหนำซ้ำ การที่สหกรณ์อ่อนแอแบบนี้ 
คู่แข่งอื่นยิ่งมองเป็นโอกาสดีที่จะลดคู่แข่ง
ซึ่งเป็นธนาคารประชาชนขนาดใหญ่ลงไปอีก 1 รายด้วย

แต่แล้วปัญหากลับยิ่งเลวร้ายลง 
เมื่อ DSI กลับมาตั้งข้อหาฟอกเงินเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
ซึ่งกระทบกระเทือนใจต่อกลุ่มลูกศิษย์ที่ลงขันช่วยสหกรณ์เป็นอย่างมาก
1. รู้สึกเหมือนถูกสหกรณ์หักหลัง ทั้งที่จริงใจช่วยเหลือ
2. รู้สึกเหมือน DSI ต้องการเจาะจงเล่นงานเฉพาะวัดพระธรรมกาย
3. รู้สึกเหมือนกำลังหลอกสมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ว่าเงิน 12,000 ล้าน สามารถตามทวงคืนได้ที่วัดพระธรรมกาย
>>>>แต่ในความเป็นจริง เงิน 12,000 ล้านนั้น จากเช็ค 857 ใบนั้นถูกกระจายออกไป 7 กลุ่ม ใน 7 กลุ่มนี้ มี 5 กลุ่มที่เป็นลูกหนี้สหกรณ์ส่วนอีก 2 กลุ่ม คือ วัดพระธรรมกายและวัดต่างๆ คือผู้รับเคราะห์จากการรับเช็คที่มีผู้ยืมเงินสหกรณ์มาทำบุญ

เรื่องที่มันเจ็บปวดก็คือ DSI ไม่ไปตามเงินจากกลุ่มอื่นเลย 
แต่เจาะจงมาตั้งข้อหาฟอกเงินกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพียงผู้เดียวทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสหกรณ์แม้แต่น้อยเลย มิหนำซ้ำ ลุกศิษย์ของท่านยังแทบจะเป็นแหล่งเงินทุนกลุ่มเดียว
ที่ช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ในเวลานี้อีกด้วย

ท่านลองพิจารณาดูกันเถิดว่า
1. เงินสหกรณ์หายไป 12,000 ล้าน จากเช็ค 857 ใบ แต่เหมารวมทุกฉบับมาตั้งข้อหาฟอกเงินกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายรูปเดียว เป็นการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมหรือไม่

2. การตั้งข้อหาฟอกเงินของ DSI กับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จะช่วยให้สหกรณ์ฟื้นตัวและได้เงิน 12,000 ล้านคืนจากลูกหนี้ได้จริงหรือไม่

3. การตั้งข้อหาฟอกเงินกับผู้รับปลายทาง ที่สุดแล้วก็ต้องย้อนกลับไปที่ต้นทางคือสหกรณ์ด้วยโดยปริยาย ถ้าสหกรณ์มีแนวโน้มจะโดนตั้งข้อหาฟอกเงินไปด้วย จะมีแหล่งเงินทุนยื่นมือมาช่วยสหกรณ์หรือไม่

4. ถ้าสหกรณ์ล้มละลายไปเพราะการตั้งข้อหาฟอกเงินมั่วๆ ของ DSI ท่านรับผิดชอบการล้มละลายของสมาชิก 53,000 คน ไหวหรือไม่

5. ในสมาชิก 53,000 กว่าคนนี้ มีศิษย์วัดพระธรรมกายอยู่หลายพันคนบางคนก็ตายไปแล้วแต่ยังถอนเงินไม่ได้ บางคนก็ฝากเงินไว้หลายล้านแต่ถอนไม่ได้ DSI จะรับผิดชอบปัญหาของสมาชิกส่วนนี้ด้วยหรือไม่ จะช่วยหาเงินเยียวยาสมาชิกที่เป็นศิษย์วัดด้วยหรือไม่

6. เงินกองทุน 600 กว่าล้าน ที่ศิษย์วัดช่วยไป หากสหกรณ์ล้มละลายไป DSI จะรับผิดชอบความเสียหายต่อเงินกองทุนช่วยเหลือ 600 กว่าล้านนี้ด้วยหรือไม่

7. ถ้าการที่ญาติโยมมาทำบุญกับวัด คือการที่เจ้าอาวาสต้องถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินกับรับของโจร จะมีพระรูปใดกล้ามาเป็นเจ้าอาวาส จะมีประชาชนคนใดกล้ามาทำบุญ ถ้าหากการใช้กฎหมายครั้งนี้สร้างผลกระทบถึงขั้นเกิดวัดร้างขึ้น 35,000 วัด DSI รับผิดชอบต่อการล้มลงของสถาบันศาสนาได้หรือไม่

การใช้กฎหมายแต่ละข้อ จะมองแค่มุมกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้
ต้องมองถึงแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นในวงกว้างต่อสภาพความเป็นจริงด้วย เพราะทุกอย่างที่ DSI ทำลงไป จะกลายเป็นบรรทัดฐานของการใช้ข้อหาฟอกเงินและรับของโจรกับวัดทุกวัดในพระพุทธศาสนา และการฟื้นฟูสถาบันการเงินทั้งประเทศไทย

Cr.Ptreetep Chinungkuro

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

วัดพระธรรมกายปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทำความดีมาตลอดกว่า 50 ปี ด้วยใจบริสุทธิ์

กรณีมีข่าวปรากฏตามสื่อมวลชนว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกพระเทพญาณ มหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร วัดพระธรรมกายขอยืนยันในความบริสุทธิ์ของพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) และปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด
ตัวตนพระเทพญาณมหามุนี
พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ปัจจุบันอายุ 72 ปี ท่านเริ่มศึกษาธรรมะเมื่อปี 2506 ขณะเรียนอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยได้ไปปฏิบัติสมาธิภาวนากับคุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ศิษย์เอกของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ
เมื่อจบสวนกุหลาบ ก็ได้เข้าศึกษาต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านเป็นผู้รักการปฏิบัติธรรมมาก ไปปฏิบัติกับคุณยายอาจารย์ทุกวัน ไม่เว้นเลยแม้แต่วันสอบไล่ปลายภาค
เมื่อสำเร็จการศึกษาในปี 2512 จึงได้ตัดสินใจอุปสมบทตลอดชีวิต เมื่อบวชได้เพียง 1 พรรษา คุณหญิงประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี มีจิตศรัทธาถวายที่ดินจำนวน 196 ไร่ ที่ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หลวงพ่อธัมมชโยจึงได้นำหมู่คณะเริ่มบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกายมาตั้งแต่วันมาฆบูชา ปี 2513 
วัดได้เจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ มีญาติโยมมาปฏิบัติธรรมในวันสำคัญคราวละหลายหมื่นคน จนพื้นที่ไม่พอรองรับญาติโยมจึงได้รวบรวมปัจจัยซื้อที่ดินเพิ่มขยายมาเป็น 2,500 ไร่ ในปัจจุบัน
หลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของพระเทพญาณมหามุนี
คนเราจะพูดอย่างไรก็ได้ ทั้งทางดีทางร้าย “สิ่งที่เชื่อถือได้มากกว่าคำพูด คือการกระทำ” โดยเฉพาะการกระทำที่ทำมาตลอดชีวิตกว่า 50 ปี
เราสามารถสรุปได้อย่างชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือ พระเทพญาณมหามุนีเป็นผู้อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน เราอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของท่าน นั้นก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล แล้วแต่จริตความชอบของแต่ละคน แต่ไม่อาจกล่าวหาว่าท่านมีเจตนาไม่สุจริต เพราะผู้ที่มีเจตนาไม่สุจริต ทำเพื่อหวังลาภสักการะ จะไม่ทำอย่างที่ท่านทำ และก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น
- การสร้างศาสนสถาน รองรับชาวพุทธได้ 1 ล้านคน เป็นงานใหญ่ที่ต้องทำด้วยชีวิต เจดีย์ วิหาร ศาลา ศาสนสถานมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทที่สร้างขึ้นมาก็จะเป็นสมบัติของประเทศชาติและพระพุทธศาสนา โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว 
- การสร้างพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนากว่า 4,000 รูป / คน ญาติโยมผู้มีศรัทธาอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนานับล้านคน
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ศีล รู้ได้ด้วยการอยู่ร่วม” คนที่อยู่ด้วยกันเป็นสิบๆปี ใครนิสัยเป็นอย่างไรก็จะรู้กันหมด ถ้าท่านไม่ดีจริงจะไม่มีทางสร้างพระเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาได้เช่นนี้ ชีวิตของใครใครก็รัก จะสละชีวิตของตนได้ต้องชัดเจนแล้วว่าสิ่งนั้นดีจริง มีคุณค่าจริงเท่านั้น
เราไม่สามารถกล่าวหาผู้ทำความดีตลอดชีวิตว่าแกล้งทำได้ เพราะเมื่อทำตลอดชีวิตมันคือเรื่องจริง 
อุทิศตนช่วยเหลือสังคมมาตลอด
พระเทพญาณมหามุนีได้บริจาคเพื่อสาธารณกุศลรวมมูลค่านับหมื่นล้านบาท อาทิ
- ทอดผ้าป่าถวายคณะสงฆ์ 323 วัด ใน 4 จังหวัดภาคใต้เป็นประจำทุกเดือนมา 12 ปีแล้ว 
- ตั้งกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้เป็นประจำทุกเดือนกว่า 30,000 กองทุน
- สนับสนุนอัฐบริขารและภัตตาหารแก่โครงการอุปสมบทหมู่ 100,000 รูป ทุกหมู่บ้านทั่วไทยเป็นประจำทุกปีๆละ 2 ครั้ง เพื่อแก้ปัญหาวัดร้างและโครงการบรรพชาสามเณร 1 ล้านรูปเพื่อฟื้นฟูศีลธรรมแก่เยาวชนของชาติ
- ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม พายุ สึนามิ
ขอความเป็นธรรม
พระเทพญาณมหามุนีได้พิสูจน์ตนเองด้วยการทำความดีอย่างยิ่งยวดมาตลอดชีวิต จนอายุ 72 ปีแล้ว สุขภาพก็ไม่ค่อยดี อยู่ในช่วงท้ายของชีวิต การกล่าวหาท่านว่าสมคบกันฟอกเงินและรับของโจร เป็นการกล่าวหาที่ปราศจากมูลความจริงโดยสิ้นเชิง ท่านจะทำอย่างนั้นไปทำไม เมื่อตลอดทั้งชีวิตท่านมีแต่อุทิศให้กับพระพุทธศาสนาและสังคมประเทศชาติ มีผลงานทั้งศาสนสถานและศาสนบุคคลมากมาย เป็นหลักฐานประจักษ์ชัดแจ้ง
จึงขอวิงวอนทางราชการและสังคมได้โปรดให้ความเป็นธรรมกับท่านด้วย
พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส
ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย
1 เมษายน 2559


วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

ยอมรับความจริงเสียเถอะ!!!

คนเรานี่ก็แปลก
ด่าเขาข้างเดียวมานานเป็นสิบกว่าปี
พอเขาให้ข้อมูลชี้แจงกลับไปบ้าง
ทำฮึดฮัดมีอารมณ์

นี่เพิ่งจะแค่ 2 -3 วันเอง แค่นี้ยังเล็กน้อย
ถ้าเทียบกับคนที่เขาโดนผู้มีอำนาจปิดปาก
ได้แต่ทนให้เขาด่าว่าอยู่ข้างเดียวมายี่สิบปี

ดูๆ ไปแล้วคงจะไม่เคยโดนใครโต้แย้ง
ด้วยหลักการ เหตุผล ข้อมูลวิชาการ และประสบการณ์จริงมาก่อน
เลยเริ่มยอมรับไม่ได้ว่าข้อมูลของตัวเองไม่ถึง
มีแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่

ขาดการวิจัย ขาดหลักฐานประวัติศาสตร์
ขาดการค้นคว้าเชิงสังคมที่รอบด้าน

เขาคงจะลืมไปว่าโลกใบนี้
ไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทย
หลักฐานข้อมูลวิชาการจากประเทศต่างๆ
เดี๋ยวนี้เขาแชร์กันได้ค่อนโลกแล้ว

ลำพังแค่พระไตรปิฎกของเถรวาทด้วยกัน
ที่อยู่นอกประเทศ ยังมีฉบับที่เก่าแก่กว่า
ที่ีประเทศไทยใช้อยู่เลย

เด็กรุ่นหลังที่ได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลวิชาการ
ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ
ลงทุนส่งคนไปเก็บรวบรวมมาจากทั่วโลก
ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงปัจจุบัน
พอเรียนจบกลับมาแต่ละคน ข้อมูลมันเกินเมืองไทย
เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้จะเอามาโต้ทำไมเท่านั้นเอง

เป็นข้อเตือนใจว่า
1. คนเราเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้
แต่เมื่ออ่านข้อมูลเก่ามากๆ ก็มักจะหลงตัวเองว่ารู้แล้ว
หารู้ไม่ว่าเฉพาะแค่แหล่งข้อมูลอ้างอิง
มันยังมีฉบับเหนือฟ้ายังมีฟ้าเลย
มันยังมีฉบับเก่าก่อนกว่าฉบับเก่าแก่อีกด้วย

2. เฉพาะคำว่า "ธรรมกาย" ในพระไตรปิฎกของเถรวาท
ที่มีอยู่ในประเทศไทย ปรากฏว่าไม่ได้มีหลักฐาน
เฉพาะพระไตรปิฎกฉบับมาตรฐานของมหาวิทยาลัยสงฆ์
แม้แต่พระไตรปิฎกฉบับท้องถิ่น ฉบับล้านนา ฉบับศิลาจารึก
ก็มีจารึกคำว่า "ธรรมกาย" อยู่ในนั้นด้วย

3. คนเราด่าเขาข้างเดียวมานาน
พอจะให้ยอมรับว่าข้อมูลตัวเองไม่ถึง
ก็มักจะโกรธเพราะยอมรับความจริงไม่ได้ว่าตัวเองก็ไม่รู้

---------------------------------------------------------------

๑๘ มีนาคม ๒๕๕๙

๑๘.๓๒ น.

ปล. ข้อคิดจากการนั่งอ่านข้อมูลที่ตอบโต้กัน

.Cr. Ptreetep Chinungkuro

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

คุณมองเฉพาะจุด...หรือเปล่า!!!

คนที่สวนกระแสเป็นคนแปลกเพราะไม่ทำตามสิ่งที่คนส่วนใหญ่กระทำ 

แม้พระพุทธองค์ก็เป็นคนแปลกในสมัยพุทธกาลเพราะปฏิบัติตนสวนกับความเชื่อดั้งเดิมที่มีอยู่ 

โดยการนำความจริงอันสุดยอดที่เรียกว่า "ธรรมะ"ออกมาสั่งสอนให้ได้คนได้ศึกษาและปฏิบัติจนได้รู้เห็นเช่นเดียวกับพระองค์ท่านในเรื่องที่ว่า 

"ตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน และตนนั้นสามารถชนะสิ่งที่เอาชนะได้ยากที่สุด คือกิเลสในใจของเราเองได้”

มาถึงวันนี้คนที่ตั้งใจทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์กลายเป็นคนแปลก เพราะพยายามปฏิบัติและรักษาพระธรรมวินัยในภาพรวมอันประกอบด้วย 
๑.การฝึกฝนตนเอง 
๒.การเผยแผ่ธรรมะอย่างยิ่งยวด ซึ่งขัดกับ"ความคุ้น"ในท้องถิ่นปัจจุบันที่มักจะยกเอาหลักธรรมในการฝึกฝนขัดเกลาตนเข้ามาปนกับเรื่องของการนำธรรมะเข้าไปในกลุ่มชนส่วนรวม 

ยกเอา"ความสันโดษหลีกออกเร้น"มาปนกับ"การเตรียมพื้นที่สร้างศูนย์เผยแผ่"เพื่อสั่งสอนธรรมะไปในวงกว้างดังเช่นอารามเชตวันในสมัยพุทธกาล 

คงต้องช่วยกันนำธรรมะในภาพรวมๆ มาบอกกล่าวให้คนได้ศึกษาเพื่อทำความเข้าใจกันเสียใหม่ 

คนที่ทำถูกจะได้ไม่กลายเป็นคนแปลกในสังคมที่กำลังยุ่งเหยิงเพราะติดในรายละเอียดมากกว่าจะมองในหลักการ 

มาถกเถียงกันในเรื่องของน็อตตัวนึงแทนที่จะพูดถึงรถทั้งคัน..

โสตฺถิโก ภิกฺขุ
๕ ก.พ. ๒๕๕๙

สมัยนี้...เราจะทำอย่างไรกับพระสงฆ์ดี??

สองสามเดือนมานี้ได้ติดตามข่าวสารจากทางสื่อมวลชนและทางโซเชียล จนรู้สึกว่าเหมือนกับว่าพระทั้งประเทศ"พร้อมใจกันลุกขึ้นมาทำความเลวโดยมิได้นัดหมาย"

จะว่าไปก็มีเหตุการณ์แบบนี้อยู่ทุกปีเพียงแต่มักจะเป็นช่วงเข้าพรรษา, ออกพรรษาและก่อนกฐินซึ่งเป็นช่วงที่คนจะเข้าวัดทำบุญกันเป็นจำนวนมาก ที่ทราบเพราะวงการใครก็วงการคนนั้น เรื่องราวที่เกิดซ้ำๆ ก็จะทำให้จำได้ พอมีอะไรผิดช่วงผิดเวลาก็เลยรู้ว่าเรื่องนี้  "ไม่ใช่เรื่องปกติ" 

จะว่าไปการมีข่าวพระเสียๆ หายๆ อยู่บนหน้าสื่อทุกวันก็ไม่ใช่เรื่องปกติ เพียงแต่พอคนเสพคุ้นมากๆ บ่อยๆ เรื่องผิดปกติก็กลายเป็นเรื่องปกติได้



พระบ้าน(คามวาสี)อยู่ใกล้กับชาวบ้าน เมื่อเห็นพระ ชาวบ้านก็มีความคาดหวัง จนบางทีก็ลืมไปว่าตัวพระเองหากยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็ยังมีเรื่องที่ยังต้องปรับปรุงตัวอีกมาก พระพุทธองค์จึงทรงแนะให้คน "คิดพูดทำกับพระด้วยจิตเมตตา" พระและชาวบ้านต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน พระพุทธศาสนาจึงจะเดินหน้าต่อไปได้

พระในบ้านนี้เมืองนี้คงไม่ได้นัดกันมาทำความเลวโดยพร้อมเพรียงกัน แต่มีกลุ่มคนพยายามให้ภาพของพระออกมาเป็นแบบนั้นโดยอาศัยความคาดหวัง อคติ และความไม่รู้ของคนในบ้านเมืองเป็นเครื่องมือ..

จึงอยากจะขอให้มาช่วยกันเติมเรื่องราวดีๆ เรื่องราวที่ถูกต้องของพระลงในสื่อที่เรามีอยู่ในมือกันทุกคนอยู่แล้ว คือ โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ติดต่อสื่อสารที่ใช้กันอยู่ทุกวัน บอกเล่าเรื่องราวดีๆ ลงไปในนั้นให้มากๆ "ให้เรื่องปกติยังคงเป็นเรื่องปกติ" พระดีๆ มีอยู่อีกมาก ธรรมะดีๆ ก็มีอีกเยอะที่พระท่านได้ตั้งใจเทศน์สอนเอาไว้ 


สื่อที่ดีต้องส่งสารจากต้นทางไปถึงปลายทางโดยไม่ผิดเพี้ยน ดังนั้นเรามาทำตัวเป็นสื่อที่ดีกันดีกว่า อย่าถือว่าธุระไม่ใช่ เพื่อสร้างประเทศไทยของเราให้เป็นเมืองพุทธที่งดงามและสงบสุขอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่สมัยที่ปู่ย่าตายายยังมีชีวิตอยู่ 

"ให้ความดียังคงเป็นความดี ให้คนยังคงเป็นคนที่สังคมเคารพยกย่อง ให้พระยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาแห่งมหาชนต่อไป" 

หากทุกคนช่วยกัน ความฝันนี้จะกลายเป็นความจริงได้ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน.. 

โสตฺถิโก ภิกฺขุ
๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

ความประทับใจเมื่อได้รู้จักวัดพระธรรมกาย- Was mich beeindrucken vom Wat Phra Dhammakaya.

พระอาจารย์ท่านสอนว่า ความสะอาดของสถานที่ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือบ้านหรือโรงเรียน ทุกที่ที่เราใช้งาน จะทำให้ใจเราสะอาดอันเป็นเบื้องต้นแห่งความสะอาดบริสุทธิ์ภายใน และทำให้เราเข้าถึงธรรมภายในได้ง่าย ความเป็นระเบียบของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการนั่งของสาธุชน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของและพิธีกรรม แม้เป็นระเบียบทางกาย แต่จะเป็นการจัดระเบียบใจของเรา ทำให้ใจเราคุ้นเคยและรักความเป็นระเบียบ ฝึกนิสัยให้เป็นคนมีระเบียบวินัย เพียงแค่ 2 เรื่อง ความสะอาดและความมีระเบียบวินัยก็สร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับกานต์ทุกครั้งที่ได้มาวัด
 เมื่อมีโอกาสได้รับบุญเป็นอาสาสมัคร รับบุญเป็นพิธีกรในงานบุญต่างๆ ยิ่งทำให้กานต์มีความสุขและปีติในบุญเป็นอย่างมาก เพราะได้ทำบุญทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้น ได้ปลื้มใจที่ได้เห็นสาธุชนมาทำบุญแล้วได้รับความสะดวกมีความสุขในการทำบุญอันเกิดจากการเตรียมความพร้อมในการจัดงานของเหล่าอาสาสมัครทั้งหลาย รวมทั้งได้โอกาสในการฝึกนิสัยเรื่องความสะอาดและความมีระเบียบวินัยตลอดต่อเนื่องจากการได้รับบุญเป็นอาสาสมัคร และพระอาจารย์ท่านจะสอนบทฝึกนิสัยที่ดีที่สุด คือ การนั่งสมาธิ ด้วยการนั่งเฉยๆ วางใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ที่กึ่งกลางตัวของเรา ทำใจให้สงบ ผ่อนคลาย ไม่นึกคิดเรื่องใดๆ เหมือนไม่เคยมีเรื่องราวใดๆ ในชีวิต ทำไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ทำให้กานต์มีใจสงบและมีความสุขทุกครั้งเพียงแค่หลับตา

Die Mönche habe uns geleert, dass die Sauberkeit für uns gläubiger eine wichtige rolle spielt. Ob in die Tempel, im Haus oder sogar in unsere Arbeitsplatz etc. Sauberkeit herrscht werden unsere Geistinneren sauber und rein. Diese Leere gibt uns eine einfache Zugang zur unsere inneren Dhammakaya. Die Ordnung, Sauberkeit und die Zeremonie in Tempel hat mich sehr begeistert, sei es die uniform von Tempel, sei es die gegenseitige Respekt hat mich sehr berührt.
Deshalb habe ich mich seit 2 Jahre als freiwillige gemeldet. Ich helfe beim Moderator während der Zeremonie, ausfüllen und übersetzen von wichtige Dokumente und Einkomme/Ausgabe von Tempel. Ich freue mich immer wenn ich in Tempel bin.
Das wichtigste was die Mönche mich geleert hat sind die Meditation. Von meditieren werden unsere geist theoretisch frei und wir werden in ganz andere Welt, keine sorge, kein stress. Nach der Mediation merke ich, dass ich ruhiger bin, hat mehr Konzentration und kann mich besser kontrollieren.


กัลฯ วรกานต์ หลวงนวน วัดพุทธไฮล์บรอนน์ ประเทศ เยอรมันนี
05.มี.ย. 2559

Worakan Luangnuan
Wat Buddha Heilbronn
05. März.2016http://www.xn--12c9b1afca1i.com