แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครดิตยูเนียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครดิตยูเนียน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

ทางออก!!! กรณีสหกรณ์

ปัญหาจริงคือสหกรณ์มีเงินหมุนเวียน 21,000 ล้าน
แต่ไปปล่อยกู้ 12,000 ล้าน จนขาดสภาพคล่อง 
บัญชีติดลบ หมุนเงินไม่ได้ จนจะล้มละลาย

ทางแก้ที่ถูกต้องที่จะฟื้นฟูสหกรณ์ได้คือ 
1. ต้องขอผ่อนผันจากเจ้าหนี้ 
2. ต้องหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม 
3. ต้องทวงเงินจากลูกหนี้ 
4. ต้องเพิ่มฐานสมาชิก

ไม่ใช่ปล่อยให้ DSI มาตั้งข้อหาฟอกเงินตามใจชอบ 
ซึ่งเท่ากับเป็นการแช่แข็งธุรกรรมการเงินของสหกรณ์แบบ 100 % 
และมีโอกาสล้มละลายอย่างแน่นอน เพราะจะไม่มีสถาบันการเงินใดๆ ยอมปล่อยกู้ให้สกหรณ์อย่างแน่นอน ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

ศิษย์วัดพระธรรมกายเข้าใจถึงสถานการณ์เรื่องนี้
จึงตั้งกองทุน 600 กว่าล้าน เพื่อช่วยให้สหกรณ์ฟื้นตัว
เพื่อช่วยให้สมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ไม่ล้มละลายตามไปด้วย
เพราะรู้ว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ 
ยากที่จะมีสถาบันการเงินใดยอมปล่อยกู้ให้อีก 
มิหนำซ้ำ การที่สหกรณ์อ่อนแอแบบนี้ 
คู่แข่งอื่นยิ่งมองเป็นโอกาสดีที่จะลดคู่แข่ง
ซึ่งเป็นธนาคารประชาชนขนาดใหญ่ลงไปอีก 1 รายด้วย

แต่แล้วปัญหากลับยิ่งเลวร้ายลง 
เมื่อ DSI กลับมาตั้งข้อหาฟอกเงินเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
ซึ่งกระทบกระเทือนใจต่อกลุ่มลูกศิษย์ที่ลงขันช่วยสหกรณ์เป็นอย่างมาก
1. รู้สึกเหมือนถูกสหกรณ์หักหลัง ทั้งที่จริงใจช่วยเหลือ
2. รู้สึกเหมือน DSI ต้องการเจาะจงเล่นงานเฉพาะวัดพระธรรมกาย
3. รู้สึกเหมือนกำลังหลอกสมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ว่าเงิน 12,000 ล้าน สามารถตามทวงคืนได้ที่วัดพระธรรมกาย
>>>>แต่ในความเป็นจริง เงิน 12,000 ล้านนั้น จากเช็ค 857 ใบนั้นถูกกระจายออกไป 7 กลุ่ม ใน 7 กลุ่มนี้ มี 5 กลุ่มที่เป็นลูกหนี้สหกรณ์ส่วนอีก 2 กลุ่ม คือ วัดพระธรรมกายและวัดต่างๆ คือผู้รับเคราะห์จากการรับเช็คที่มีผู้ยืมเงินสหกรณ์มาทำบุญ

เรื่องที่มันเจ็บปวดก็คือ DSI ไม่ไปตามเงินจากกลุ่มอื่นเลย 
แต่เจาะจงมาตั้งข้อหาฟอกเงินกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพียงผู้เดียวทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสหกรณ์แม้แต่น้อยเลย มิหนำซ้ำ ลุกศิษย์ของท่านยังแทบจะเป็นแหล่งเงินทุนกลุ่มเดียว
ที่ช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ในเวลานี้อีกด้วย

ท่านลองพิจารณาดูกันเถิดว่า
1. เงินสหกรณ์หายไป 12,000 ล้าน จากเช็ค 857 ใบ แต่เหมารวมทุกฉบับมาตั้งข้อหาฟอกเงินกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายรูปเดียว เป็นการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมหรือไม่

2. การตั้งข้อหาฟอกเงินของ DSI กับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จะช่วยให้สหกรณ์ฟื้นตัวและได้เงิน 12,000 ล้านคืนจากลูกหนี้ได้จริงหรือไม่

3. การตั้งข้อหาฟอกเงินกับผู้รับปลายทาง ที่สุดแล้วก็ต้องย้อนกลับไปที่ต้นทางคือสหกรณ์ด้วยโดยปริยาย ถ้าสหกรณ์มีแนวโน้มจะโดนตั้งข้อหาฟอกเงินไปด้วย จะมีแหล่งเงินทุนยื่นมือมาช่วยสหกรณ์หรือไม่

4. ถ้าสหกรณ์ล้มละลายไปเพราะการตั้งข้อหาฟอกเงินมั่วๆ ของ DSI ท่านรับผิดชอบการล้มละลายของสมาชิก 53,000 คน ไหวหรือไม่

5. ในสมาชิก 53,000 กว่าคนนี้ มีศิษย์วัดพระธรรมกายอยู่หลายพันคนบางคนก็ตายไปแล้วแต่ยังถอนเงินไม่ได้ บางคนก็ฝากเงินไว้หลายล้านแต่ถอนไม่ได้ DSI จะรับผิดชอบปัญหาของสมาชิกส่วนนี้ด้วยหรือไม่ จะช่วยหาเงินเยียวยาสมาชิกที่เป็นศิษย์วัดด้วยหรือไม่

6. เงินกองทุน 600 กว่าล้าน ที่ศิษย์วัดช่วยไป หากสหกรณ์ล้มละลายไป DSI จะรับผิดชอบความเสียหายต่อเงินกองทุนช่วยเหลือ 600 กว่าล้านนี้ด้วยหรือไม่

7. ถ้าการที่ญาติโยมมาทำบุญกับวัด คือการที่เจ้าอาวาสต้องถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินกับรับของโจร จะมีพระรูปใดกล้ามาเป็นเจ้าอาวาส จะมีประชาชนคนใดกล้ามาทำบุญ ถ้าหากการใช้กฎหมายครั้งนี้สร้างผลกระทบถึงขั้นเกิดวัดร้างขึ้น 35,000 วัด DSI รับผิดชอบต่อการล้มลงของสถาบันศาสนาได้หรือไม่

การใช้กฎหมายแต่ละข้อ จะมองแค่มุมกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้
ต้องมองถึงแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นในวงกว้างต่อสภาพความเป็นจริงด้วย เพราะทุกอย่างที่ DSI ทำลงไป จะกลายเป็นบรรทัดฐานของการใช้ข้อหาฟอกเงินและรับของโจรกับวัดทุกวัดในพระพุทธศาสนา และการฟื้นฟูสถาบันการเงินทั้งประเทศไทย

Cr.Ptreetep Chinungkuro

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

DSI ฟ้องพระธัมมชโย

คาด ดีเอสไอ...นั่งเทียนเขียนเรื่องฟ้องธัมมชโย


จากข่าวที่ปรากฏทางสื่อเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 ว่าดีเอสไอได้ประชุมกับพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ประกาศจะสรุปหลักฐานฟ้องพระธัมมชโยฐานรับของโจรและฟอกเงินภายในกุมภาพันธ์นี้ จากแหล่งข่าวพบหลักฐานชัดว่า ตอนนี้คดีนายศุภชัย ศรีศุภอักษรในคดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนียนนั้นยังไม่จบและอยู่ในช่วงการดำเนินคดี และศาลยังไม่ได้ตัดสินว่านายศุภชัยถูกหรือผิด เพียงแต่ถูกสังคมตัดสินเท่านั้น “ว่าผิด”ตามสื่อพาดหัวข่าวต่างๆ นานา จึงชี้ชัดไม่ได้ว่านายศุภชัยเป็นโจร ซึ่งหากดีเอสไอระบุว่าพบหลักฐานที่จะมาฟ้องพระธัมมชโยฐานรับของโจรและฟอกเงินนั้น คาดว่าต้องเป็นหลักฐานแบบ “นั่งเทียนเขียนเอา” อย่างแน่นอน แม้ได้มาแล้วก็”ฟ้องไม่ได้อยู่ดี เพราะคดียังไม่จบ” คุณศุภชัยเป็นโจรหรือไม่ใช่โจรนั้น ยังไม่มีข้อสรุป

ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ฝ่ายกฎหมายได้เข้าไปหารือกับพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษว่าได้แจ้งให้ดีเอสไอปฏิบัติอย่างไรกับคดีดังกล่าว แล้วทราบชัดว่า ขณะนี้ได้ทำหนังสือแจ้งดีเอสไอว่า “ให้ไปแจ้งข้อหาลักทรัพย์นายจ้างและสอบสวนคุณศุภชัยเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่ามีผู้ร่วมกระทำผิดหรือรู้เห็นการกระทำผิดของคุณศุภชัยหรือไม่ก่อน แล้วค่อยสอบสวนดูว่ามีกลุ่มใดร่วมสมคบกับคุณศุภชัยบ้าง เมื่อได้ข้อสรุปก็ส่งมาให้ฝ่ายคดีพิเศษ เพื่อสั่งคดีต่อไป แต่ขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อหาและสอบสวนคุณศุภชัย ข้างต้นแต่อย่างใด จึงไม่สามารถแจ้งข้อหารับของโจรหรือฟอกเงินกับใครได้”

และกรณีนี้ชี้ชัดว่าดีเอสไอกำลังใช้อำนาจนอกเหนือหน้าที่ของตน เพราะเจ้าทุกข์เองผู้เสียหายก็ได้ถอนฟ้องไปแล้วและได้ทำหนังสือแจ้งดีเอสไอเรียบร้อย แต่สงสัยคงไม่ได้อ่านกัน เรียกว่าหาเรื่องฟ้องเองก็ได้ ซึ่งมองว่าเริ่มทำตนเหนือกฎหมาย ส่อความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นต่อในสังคมไทย ในเมื่อหน่วยงานราชการ กำลังทำหน้าที่เหนือกฎหมายแต่เอากฎเองมาใช้ อันนี้มันถูกต้องแล้วหรือ ลองพิจารณากัน ขอบอกว่าไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ขอเข้าข้างความยุติธรรม เมื่อใดคนเรามีความยุติธรรมแล้วธรรมจะคุ้มครอง


ถิ่นธรรม ถิ่นไทย