แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

หนึ่งนาทีที่เป็นบัณฑิต ดีกว่าตลอดชีวิตที่เป็นพาล

"หนึ่งนาทีที่เป็นบัณฑิต ยังดีกว่าตลอดชีวิตที่เป็นพาล" คำคำนี้มีความหมายมากเลยทีเดียว แม้แต่พระเทวทัตที่ว่าชั่วร้าย

ท้ายสุดของชีวิตก็ยังสำนึกบาป ได้ขอขมาพระบรมศาสดาสัมมามาสัมพุทธเจ้า

คนเราจะดีหรือเลวบางทีก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับครอบครัวหรือพ่อแม่เสมอไป  บางคนก็พาลเพราะสิ่งแวดล้อม บางคนก็ติดนิสัยเชื้อพาลมาข้ามชาติ บางคนพาลเพราะคบคนพาลอันนี้จะมีเยอะ

คนดีจะมีนิสัยพื้นฐานอยู่อย่างคือ ขี้เกรงใจ ไม่ชอบการขัดแย้งกับใคร แต่คนพาลนั้นจะตรงกันข้ามทำให้คนพาลจึงมีอิทธิพล

คนดีจึงมักถูกรังแก และเหมือนว่าคนพาลแม้มีน้อยแต่ก็เสียงดัง ยิ่งมีกลุ่มอิทธิพลหนุนหลังจะยิ่งสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายได้ในวงกว้างมากเท่านั้น เพราะใครก็ทำอะไรไม่ได้ แม้กระทั่งกฎหมายบ้านเมืองเองก็ยังไม่กล้านำออกมาใช้กับคนพวกนี้

ดูจากพระเทวทัตที่เป็นพาลองค์เดียว ก็ยังทำให้เมืองทั้งเมืองต้องปั่นป่วนเกิดเรื่องเลวร้ายกันไปทั่ว พระเจ้าอชาติศัตรูถึงขั้นปลงพระชนม์พระราชบิดา

ดูจากพระเจ้าอชาตศัตรูแล้วพระองค์เกิดมาในตระกูลกษัตริย์ที่เพียบพร้อม พระชนกพระชนนีล้วนทรงทศพิธราชธรรม โดยเฉพาะพระเจ้าพิมพิสาร พระราชบิดานั้น ทรงเป็นถึงพระโสดาบันที่มั่นคงต่อพระรัตนตรัยอย่างแน่วแน่

 แต่พระเจ้าอชาตศรัตรูกลับเลื่อมใสในคนพาลคือพระเทวทัต


แม้พระเทวทัตเองก็เป็นเจ้าชายเกิดในตระกูลกษัตริย์แต่ทรงมีนิสัยพาลติดตัวมาข้ามชาติอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเกิดความน้อยใจจึงคิดการใหญ่ปกครองสงฆ์เสียเอง เมื่อครอบงำพระเจ้าอชาตศรัตรูได้ พระเทวทัตจึงมีอิทธิพลในพระราชสำนัก

แผนการมุ่งร้ายต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และผู้มีอิทธิพลที่เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธองค์คือสิ่งที่เขาต้องจัดการ

 ดังนั้นพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของแคว้นมคธคือสาวกผู้เลื่อมใสคนสำคัญที่จะต้องจัดการให้สิ้นซาก พระเทวทัตจึงยุยงพระเจ้าอชาตศรัตรู ให้ทำปิตุฆาตพระราชบิดาเสีย

ถึงตอนนี้บางท่านคงมีคำถามในใจว่า พระเจ้าอชาตศรัตรูเองไม่ทรงเอะใจเลยหรือ? พระราชบิดาทรงรักพระองค์ขนาดยอมทำตามทุกอย่าง ไม่เคยคิดร้าย รู้ทั้งรู้ว่าพ่อไม่เคยทำอันตรายแต่ทำไมจึงเชื่อคำยุยงของพระเทวทัต ข้อนี้คือสิ่งที่น่าสนใจถ้าเทียบกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน ส่วนพระเทวทัตเองก็มุ่งโจมตีพระพุทธเจ้าให้คนเสื่อมศรัทธา เมื่อทำลายศรัทธาไม่ได้จึงมุ่งร้ายถึงชีวิต

เอาช้างตกมันที่ดุร้ายหมายปลงพระชนม์ชีพ พอไม่สำเร็จก็จ้างนายขมังธนูอีก10 ชุดวางไว้ตามจุดต่างๆที่พระพุทธองค์เสด็จผ่าน โดยวางแผนซ้อนแผนเมื่องานสำเร็จจะปิดปากโดย ยืมมือคนทั้งหมดสังหารกันเองด้วย แต่ด้วยพุทธานุภาพทำให้ทุกคนรอดชีวิตและกลับตัวกลับใจพร้อมเผยแผนการร้ายทั้งหมด

 แต่กฎหมายบ้านเมืองไม่สามารถเอาผิดได้คนจ้างวานได้ เมื่อแผนนี้ไม่สำเร็จก็เลยลงมือเอง โดยกลิ้งหินบนเขาคิชกูฎเพื่อให้หล่นทับเมื่อพระพุทธองค์เสด็จผ่าน แต่ก็ได้แค่เพียงเศษหินกระเด็นมากระทบข้อพระบาทให้ห้อพระโลหิตเท่านั้นเอง เมื่อทำอะไรไม่ได้ความแค้นยังแน่นจุกอก

จากนั้นพระเทวทัตก็เข้าไปขอปกครองสงฆ์และปฎิรูปพระศาสนาเสียเองโดยยื่นข้อเสนอ 5 ข้อ โดยอ้างว่าพระบรมศาสดานั้นทรงพระชราภาพ และไม่เคร่งครัดพระธรรมวินัย พระที่เคร่งต้องบิณฑบาตเป็นวัตร ต้องงดฉันเนื้อสัตว์ให้ฉันมังสวิรัติเท่านั้นเป็นต้น และแต่ละข้อล้วนสุดโต่งทั้งนั้น พระบรมศาสดาทรงปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว แต่ทรงให้แนวทางไว้ ไม่บังคับใคร พระเทวทัตก็ถือเหตุนี้เป็นข้ออ้างว่าตัวเองเคร่งครัดในพระธรรมวินัยกว่า  กล่าวโจมตีพระพุทธเจ้า ทำให้สาวกที่เลื่อมใสและเชื่อถือตามไปอยู่ด้วย

ข้อสังเกตสาวกที่ตามพระเทวทัตในยุคนั้น แม้เกิดทันพระพุทธเจ้าก็ยังนั้นก็หลงเชื่อคำพูดพระเทวทัต ที่บอกว่าตัวท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัยกว่าพระพุทธเจ้า โดยลืมดูพฤติกรรมที่จ้วงจาบและขาดความเคารพ ตัวสาวกที่ตามพระเทวทัตไปก็ยังไม่ได้รู้พระธรรมวินัยอะไรเท่าไหร่แทนที่จะเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกหมู่ใหญ่ ที่มีตั้งมากมาย กลับเชื่อพระเทวทัตเพียงองค์เดียว หรือเป็นเพราะพระเทวทัตนั้นมีพระเจ้าอชาตศัตรูและผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเลื่อมใสคอยถือหางหรืออย่างไร???

แต่สุดท้ายด้วยกรรมที่หนักเกินจนทำให้แผ่นดินที่หนาถึง สองแสนสี่หมื่นโยชน์ก็มิอาจต้านทาน พระแม่ธรณีได้แยกหนีเพื่อให้นรกอเวจีรับตัวไป ก่อนแผ่นดินสุดท้ายจะปิดลงยังคงเหลือส่วนที่ให้พระเทวทัตได้สำนึกผิดในบาปอันมหันต์ที่ทำลงไป นึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระพุทธเจ้า จึงอากระดูกคางเกยแผ่นดินแทนกราบขอขมาในวาระสุดท้ายก่อนอเวจีจะมหานรกจะสูบลงไปพร้อมพระแม่ธรณีปิดตำนานคนบาปลง

อยากฝากเป็นข้อคิดให้ทุกคนในสังคมไทย อย่าได้ฝักใฝ่คนพาล คนพาลนั้นดูไม่ยาก พวกนี้จะใจขุ่นมัวเป็นปกติ

คิดแต่เรื่องไม่ดี พูดแต่เรื่องไม่ดี ไม่ชอบระเบียบวินัย ชอบจับผิดกล่าวหาคนอื่นเป็นต้น

เรามาดูว่า เรายังคบคนพาลอยู่หรือเปล่า หรือว่าเราเป็นพาลซะเอง อย่าปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินแก้

 อย่าปล่อยให้ตัวเองไม่เข้าใจต้องตายไปพร้อมกับใจที่เป็นพาล

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ทำไมชาวพุทธไทย จึงไม่ชอบวัดใหญ่ๆ



แนวทางการสร้างบารมีในพระพุทธศาสนามี 3 แนวทางใหญ่ คือ 

1. เป็นพระพุทธเจ้าเพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปพระนิพพานให้มากที่สุด
2. เป็นอนุพุทธะ คือ เกิดมาในยุคที่มีพระพุทธเจ้า แล้วฟังธรรม ปฏิบัติจนหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ ไปนิพพานตามพระพุทธเจ้าไป
3. เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า คือ ตรัสรู้ธรรมด้วยตนเองได้ แต่ไม่ชอบสอนใคร ปลีกวิเวกไปอยู่ป่า ตายแล้วก็เข้านิพพานไปคนเดียว

ทั้งสามแนวทางไปนิพพานทั้งสิ้น แต่แนวทางเป็นพระพุทธเจ้า เกิดประโยชน์ต่อชาวโลกที่สุด

ในโลกพระพุทธศาสนาปัจจุบัน มี 2 นิกายใหญ่ คือ 

1. มหายาน (จีน ไต้หวัน ทิเบต ญี่ปุ่น เกาหลี) นิยมแนวทางเป็นพระพุทธเจ้า ฉะนั้นทุกคน ปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ชอบช่วยเหลือคน สังเกตดูวัดจีนสร้างใหญ่ มีรูปปั้นพระโพธิสัตว์เต็มไปหมด เวลาเทศน์ชอบให้มีคนฟังเยอะๆ อย่างท่านดาไล ลามะ แห่งทิเบต ท่านซิงหวินต้าซือ แห่งฝอกวงซัน ไต้หวัน เช่าสนามกีฬาจุคนได้หลายหมื่นเพื่อเทศน์ให้คนฟัง และมักไปออกรายการทีวี สัมภาษณ์ ทอล์คโชว์บ่อยๆ มีสาขาทั่วโลก

2. เถรวาท คือ พระพุทธศาสนาแถบเอเชียอาคเนย์ เช่น ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เขมร นิยมแนวทางอนุพุทธะ ชอบพระธุดงค์ที่แบกกลดเข้าป่า ปลีกวิเวกไม่ยุ่งกับชาวบ้าน ไม่ชอบเทศน์สอน สังเกตดูว่า พระที่คนไทยรู้จักเคารพมากคือ พระวัดป่า เช่น หลวงปู่มั่นธุดงค์กันเกือบตลอดชีวิต มาสร้างวัดก็ในยามบั้นปลายชีวิต คนที่มีโอกาสฟังธรรมจากท่านไม่มาก นานๆ จึงจะได้ยินว่า พระรูปนั้นรูปนี้ปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์เทียบกับมหายาน ชาวพุทธมหายานทุกคนอยากเป็นพระโพธิสัตว์

การฟื้นฟูศีลธรรม (หรืออีกนัย คือการรื้อสัตว์ขนสัตว์ตามแนวทางพระโพธิสัตว์) ก็ปรารถนาให้คนหมู่มากได้ประโยชน์จากคำสอนพระพุทธเจ้า คนมามาก ก็ต้องมีที่รองรับมากๆ  ในสมัยพุทธกาลบางสมัย พระพุทธเจ้าเทศน์มีผู้ฟังแสนโกฏิ (ล้านล้านคน) คิดดูว่าคนมากขนาดนั้น ต้องมีศาลาขนาดไหน มีห้องน้ำกี่ห้อง ต้องจัดอาหารถวายกี่สำรับ ในยุคพุทธกาล วัดพระเชตวันมีเนื้อที่ที่ค้นพบในปัจจุบัน 80 ไร่ อนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อด้วยราคาเท่ากับเหรียญทองที่เอามาปูเต็มพื้นที่ ราคาในปัจจุบันไม่น่าจะน้อยกว่าหมื่นล้าน  แล้วสร้างอาคารด้วยเงินอีกสองเท่าของค่าที่ดิน เป็นวัดที่ใหญ่มาก เวลาพระพุทธเจ้าเสด็จไปไหนมักมีขบวนพระภิกษุติดตามไปมาก ถึง 500 รูป 

ฉะนั้นในภาพของพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาดั้งเดิมในสมัยพุทธกาล ในเรื่องส่วนตัวพระพุทธเจ้าทรงสมถะ สันโดษ รักความสงบ แต่หากเป็นเรื่องส่วนรวม การเผยแผ่พระพุทธศาสนา สอนคนให้ทำความดี พระพุทธองค์ชอบใหญ่ๆ คนมากๆ ทำให้เอิกเกริก ให้คนกล่าวขานไปทั่วบ้านทั่วเมือง อย่างตอนไปโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ก็ทรงวางแผนไปโปรดชฎิล 3 พี่น้องและบริวารพันคนก่อน แล้วเดินทางไปพร้อมกัน ชาวบ้านมากันมืดฟ้ามัวดินเพราะชฎิลมีชื่อเสียงมากในแคว้นมคธ คนก็มารอดูพระพุทธองค์ว่าอาจารย์ของชฏิลหน้าตาเป็นอย่างไร พอไปถึงที่ ก็ทรงให้ชฎิลออกไปหมอบกราบทำความเคารพพระพุทธเจ้าอย่างสูงสุด แล้วแสดงฤทธิ์เหาะให้ชาวบ้านดู และประกาศว่า ท่านนี้เป็นครูของเรา ยังผลให้ชาวเมืองมคธ เลิกดูแคลนพระพุทธเจ้า แล้วตั้งใจฟังธรรมจนมีผู้บรรลุธรรมมากมาย จะเห็นว่า พระองค์ตั้งใจสร้างข่าวใหญ่ก่อนไปเทศน์ แล้วไปอยางยิ่งใหญ่ ก่อนเทศน์ก็ประกาศความยิ่งใหญ่ด้วยการให้ลูกศิษย์แสดงฤทธิ์ก่อน พระองค์ใช้การประชาสัมพันธ์ ใช้ความอลังการ ใช้ความยิ่งใหญ่มาประกอบการเทศน์ ซึ่งได้ผลคือ คนมาฟังมาก คนบรรลุธรรมมาก กษัตริย์ก็ศรัทธาและบรรลุธรรม เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศพระพุทธศาสนาอย่างได้ผล เป็นรากฐานสำคัญของการการก่อตั้งพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล

นิสัยคนไทยถูกหล่อหลอม ด้วยพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทมานับพันปี จึงสร้างค่านิยมว่า วัดต้องเล็กๆ พระต้องปลีกวิเวก พูดน้อยๆ เป็นค่านิยมผูกขาด แล้วเหมารวมว่าพระพุทธศาสนาทั้งมวลต้องเป็นเช่นนี้ แต่ไม่ได้ศึกษาว่า พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติอย่างไร  ซึ่งอย่างที่เล่าให้ฟังว่า เรื่องส่วนตัว ทรงสมถะ สันโดษ แต่เรื่องส่วนรวม ทรงปฏิบัติอย่างยิ่งใหญ่ เอิกเกริก อลังการ หวังให้มีคนมาฟังธรรมมากที่สุด


หอฉันคุณยายฯ วัดพระธรรมกาย