แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังฆราช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังฆราช แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ดักประเด็น ตอน คดีธรรมกายรอก่อน แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ใช่ไหมท่านผู้นำ?? (14 ก.ค. 59) ตอนที่ 10

ที่ดินป่าสงวน 300 ไร่ ติดคอพระพุทธะอิสระคำโต หลังมีการแฉหลวงปู่ซื้อที่ดินป่าสงวนใน ต.แม่วิน อ.แม่วาง เชียงใหม่ พร้อมมีการปลูกสิ่งก่อสร้าง ทั้งห้องประชุมสัมมนา ที่พัก ซึ่งหลวงปู่ท่านก็ออกมายอมรับนะครับว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นป่าสงวนจริง โดยซื้อมาในราคา 3 ล้านบาท พร้อมๆ กับท่านให้สัมภาษณ์สวนกลับไปยังคนแฉภาพการซื้อที่ดังกล่าวว่า 

"ฉันไปช่วยปลูกป่าให้ ถามไอ้คนที่เอาภาพขึ้นมานี่ มันเป็นคนไทยหรือเปล่า ที่จริงมันต้องขอบคุณฉันนะ ฉันช่วยสร้างป่าให้แผ่นดิน"


ก่อนจะมีการตั้งคำถามใน  Social Media ว่า  ที่ดินป่าสงวนซื้อได้ด้วยเหรอ?? พร้อมปลูกสิ่งก่อสร้างได้ด้วยเหรอ?? โดยมีการนำภาพถ่ายทางอากาศมาแนบให้เห็นถึงพื้นที่ป่าสงวน ในการครอบครองของพระพุทธะอิสระ 


ภาพถ่ายทางอากาศ ที่ดินครอบครองของพระพุทธะอิสระ
วันนี้พระพุทธะอิสระกลับคำให้สัมภาษณ์ โดยบอกว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่ป่าสงวนแต่อย่างใด ท่านซื้อไว้ 3 ปีก่อนที่มีพื้นที่โล่ง  และวันนี้มีต้นไม้จำนวนมาก (เป็นเพราะท่านเหรอ??)  อีกทั้งไม่มีสิ่งก่อสร้างในพื้นที่แต่อย่างใด  

อ๋อ...เหรอครับ

และเพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขาหรืออย่างไร ทราบว่าหลวงปู่จะเดินทางไปพบอธิบดีกรมป่าไม้วันพรุ่งนี้ (15 ก.ค.59) เพื่อแสดงความจริงใจ(นะ) โดยท่านได้ให้สัมภาษณ์นะครับว่า 

"หากกรมป่าไม้เอาคืนก็ไม่มีปัญหา อาตมาก็ต้องการเอาให้กรมป่าไม้อยู่แล้ว... แต่หากคุณ (กรมป่าไม้) เอาคืน แล้วปล่อยให้คนอื่นไปบุกรุก อาตมาก็จะฟ้องกรมป่าไม้เหมือนกัน เพราะอาตมาได้ไปปลูกป่าจนเขียวขจีหมดแล้วตอนนี้"  

เหอ เหอ เหอ กราบสิครับ รออะไร




ทำให้นึกถึง ประเด็นที่สุดของความดราม่าที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ท่ามกลางความสนใจของชาว Social Media กับกรณีปิดวัดตกสำรวจ วัดถ้ำเนรมิต โดนสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และให้พระทุกรูปออกจากพื้นที่  วัดแห่งนี้มีพระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ (สมบูรณ์ สุวณฺโณ) อายุประมาณ 57 ปี เป็นเจ้าอาวาสที่มีอาการป่วย พร้อมพระลูกวัด โดยใน Social Media ได้มีการตั้งคำถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า 

เจ้าหน้าที่ไม่รู้เลยเหรอ ว่ามีอดีตวัดร้างอยู่ในพื้นที่ กระทั่งมีพระเข้าไปพลิกฟื้นโดยมีการจัดงานบุญมากมาย ทั้งบวชพระ บวชเณร อบรมเด็กและเยาวชน  ผมว่าหากต้องใช้เวลากว่า 24 ปีกว่าพวกคุณจะรู้ว่า มีวัดในพื้นที่มันนานไป เท่ากับพวกคุณไม่ใส่ใจในการทำงาน ซึ่งถ้าเป็นผม "ไล่พวกคุณออกไปแล้วครับ"   


และยิ่งบังเอิญ ดันมารู้เอาตอนที่เขาพยายามยัดข้อกล่าวหา ผมว่ามันมีวาระแอบแฝงนะครับ  แถมมียังมีหน้ามาบอก "ให้พระออกนอกพื้นที่ พร้อมรื้อถอนสิ่งก่อสร้างเอง" กระทั่งเจ้าอาวาสถึงกับเพ้อเลยว่า "ทำไมทำกันถึงขนาดนี้"

กราบนมัสการครับ รัฐบาลโจร ปล้นเขามานะครับ พระคุณเจ้าอย่าได้เสียใจครับ เพราะคลื่นลูกใหญ่กำลังเริ่มถาโถมรัฐบาลทหาร จากที่เคยมีแต่คลื่นใต้น้ำให้พอรัฐบาลรำคาญ

และจากประเด็นของพระคุณเจ้านี้เอง ทำให้นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หาญกล้าออกมาแสดงความเห็นในรื่องนี้ว่า  ...ถ้าวัดมิได้ทำลายป่า และบริเวณโดยรอบยังคงรักษาความเป็นป่าไว้ได้ และวัดก็ควรเป็นส่วนหนึ่งในการรักษา....

และตามหลักนิติศาสตร์ ต้องเอาผิดกรมการศาสนาด้วย เพราะได้รับขึ้นทะเบียนวัดจากกรมการศาสนา ตั้งแต่ปี 2535 ได้อย่างไร??? ...

พร้อมๆ กับท่านรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังเป็นหน่วยกล้าตาย ติงสื่อโดยเรียกพระว่า "......." (ผมขอไม่พูดคำนี้นะครับ) คำพูดดังกล่าวเข้าข่าย เฮทสปีช หรือวาทะที่สร้างความเกลียดชังหรือไม่.....!! 



ผมไม่รู้นะ ว่ารองปลัดท่านนี้เหตุใดถึงหาญกล้า ในการลุกขึ้นมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่กลัวอำนาจของใคร ซึ่งผมไม่รู้ว่า หลังจากนี้คำพูดของท่านจะส่งผลกระทบอย่างไร กับอนาคตข้าราชการประจำ แต่ผมคิดว่า นี่คือข้าราชการมืออาชีพกว่าอีกหลายๆ ท่าน อย่าให้ผมพูดว่าคือใคร... ที่พยายามยัดข้อกล่าวหา ด้วยความที่ได้ยศ ได้ตำแหน่งมาเพราะมีเงื่อนไขบางอย่าง ซึ่งคุณรู้ว่า ผมกำลังหมายถึงใครนั่นแหละครับ  ท่านรองปลัดครับ ผมดีใจที่ข้าราชการไทยยังมีคนดีๆ อย่างนี้อยู่บ้างครับ

จากประเด็นตั้งแต่ลากการแต่งตั้งสังฆราช ความปากดีของหัวหน้ารัฐบาลที่ว่า "จะยังไม่แต่งตั้งสังฆราช จนกว่าจะดำเนินการปัญหา (คดี) ที่พวกคุณยัดเยียด"  กระทั่งพระเมธีธรรมาจารย์ออกมาบอกว่า "ให้เวลาท่านผู้นำ 7 วันในการดำเนินการ ไม่เช่นนั้นมีแนวโน้มว่าพระทั่วสังฆมณฑลจะเดินทางมาร่วมกันแสดงจุดยืน"

ตรงนี้ผมขอไม่แสดงความเห็นครับ มาดูข่าวนี้ดีกว่า ที่มีนัยยะสำคัญ เมื่อ "ท่านผู้นำงัดม.44 สั่ง 'งดสรรหาองค์กรอิสระ' อ้างเหตุอยู่ช่วงประชามติ"  ซึ่งแหล่งข่าวบอกว่า  อาจเป็นไปได้ว่า แท้จริงคือการปิดทาง นพ.เรวัต วิศรุตเวช ในการขึ้นเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องด้วยหมอเรวัตมีประวัติเคยเป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย แล้วยังไงต่อ...

...ก็จะบอกว่า การกำจัดคนๆ เดียวสำหรับท่านผู้นำนะ "มันง่ายมาก" ครับ แต่ครั้งนี้มีนัยยะสำคัญ ย้ำครับว่า สำคัญ  เหอ เหอ เหอ เอาละเว้ยเห้ย



ส่วนคดีวัดพระธรรมกาย รอก่อน หากไม่มีอุบัติเหตุครั้งใหญ่นะ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ เหอ เหอ เหอ  ใช่ไหมครับท่านผู้นำ   


--สวัสดี--

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เห็นกงจักรเป็นดอกบัว?

 โดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

25 กุมภาพันธ์ 2016

คอลัมน์ : โดนไป บ่นไป
ผู้เขียน : น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภายใต้การนำของ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แถลงข่าวผลการตรวจสอบรถโบราณที่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งตามสมุดทะเบียนรถปรากฏชื่อท่านเจ้าประคุณฯสมเด็จวัดปากน้ำหรือ “สมเด็จช่วง” เป็นผู้ครอบครอง โดยแถลงกล่าวหาว่าเป็นรถที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหลายข้อ

ผมติดตามข่าวนี้อย่างละเอียด เพราะโดยส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ดังกล่าวอย่างบอกไม่ถูก เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่างคล้ายกับการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองยังไงยังงั้น ถ้าพิจารณากันอย่างตรงไปตรงมาจะเห็นการสมคบคิดของกลุ่มคนดีกลุ่มเดิมที่เตรียมการล่วงหน้าและแบ่งหน้าที่กันมาเป็นอย่างดี ตัวละครที่ออกมาเล่นก็ล้วนเป็นนักแสดงหน้าเก่าทั้งสิ้น

การกระทำทั้งหมดมุ่งไปที่จุดเดียวกันคือ สร้างสถานการณ์บิดเบือนป้ายสีให้ประชาชนเชื่อว่า “สมเด็จช่วง” ต้องมลทินและมีความมัวหมอง โดยใช้เรื่องรถโบราณเป็นเครื่องมือในการสร้างข่าว พยายามใช้ตรรกะและความเชื่อมโยงแบบคลุมเครือเพื่อให้ดูเหมือนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผิดกฎหมายที่เกิดขึ้น ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นเพียงรถ หนึ่งในหลายพันหลายหมื่นอย่างที่ลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนถวายให้ท่าน และได้มอบให้ทางวัดนำไปตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์เหมือนของถวายมีค่าชิ้นอื่นๆ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังและผู้สนใจใช้ศึกษาหาความรู้กันต่อไป โดยไม่ได้เก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย

ผมไม่ปฏิเสธหลักฐานต่างๆที่ดีเอสไอแถลง และอยากเห็นการดำเนินการเรื่องนี้จนถึงที่สุด แต่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รวมถึงผมยังติดใจว่าทำไมดีเอสไอถึงเลือกเอารถโบราณวัดปากน้ำที่แจ้งยุติการใช้รถตลอดไปตามทะเบียนรถตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2556 เป็นเป้าหมายพิเศษในการตรวจสอบ ทั้งที่มีรถยนต์เข้าข่ายและยังวิ่งใช้งานอยู่ตามท้องถนนมากถึง 6,000 คัน

ผมติดใจการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนบางกลุ่มบางพวกที่ใช้คำศัพท์เรียกรถโบราณที่ผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ซึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปีว่า “รถหรู” ทั้งที่รถหรูเป็นคำประสมหมายถึงรถยนต์นำเข้าที่มีราคาแพง มีรูปทรงเด่นเฉพาะ มีการผลิตจำนวนน้อยหรือผลิตตามสั่ง เครื่องยนต์มีกำลังแรง และที่สำคัญนำเข้ามาในประเทศไทยจะต้องเสียภาษีสูงถึง 300% เพราะฉะนั้นการเลือกใช้คำว่า “หรู” จึงเป็นการใช้คำศัพท์ที่ผิดเพี้ยนจากข้อเท็จจริง ทำให้เชื่อได้ว่ามีกระบวนการจัดตั้งที่มีความประสงค์จะทำให้สาธารณชนส่วนใหญ่เกิดความเข้าใจผิด และทำให้ท่านเจ้าประคุณฯสมเด็จต้องมีมลทินและถูกเกลียดชังจากประชาชนที่เสพข่าวที่ไม่ถูกต้อง

ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า หลังจากการนำเสนอข่าว ผมพบว่าในโลกโซเชียลมีคนจำนวนมากเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและสับสนข้อมูลที่ได้รับ บางคนถึงกับเข้าใจเลยเถิดไปว่าเป็นรถที่ใช้เป็นพาหนะประจำตัวด้วยซ้ำ และเมื่อมีการประโคมข่าวรถหรูอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในทางร้ายว่าท่านเจ้าประคุณฯสมเด็จรู้เห็นกับการรับถวายที่ผิดกฎหมาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

ผมนำเรื่องนี้มาบ่นให้ฟังเพราะคิดว่าเป็นอีกเรื่องที่ไม่มีความยุติธรรม ผมเห็นฆราวาสจำนวนมากเขียนถึงท่านเสียๆหายๆ บางคนถึงกับด่าว่าด้วยคำหยาบคาย บางคนบังอาจสั่งสอนท่านและกล่าวถึงท่านด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ วันนี้อะไรกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ทำไมคนเราถึงเห็นกงจักรเป็นดอกบัวได้มากขนาดนี้ ทั้งๆที่ความจริงเป็นเรื่องที่พิสูจน์ทราบกันได้ไม่ยาก

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์แห่งวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ บวชเรียนมาถึง 77 พรรษา และปีนี้ท่านมีอายุถึง 91 พรรษา ตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีในหมู่สงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วไปว่า ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาโดยตลอด และตลอดชีวิตที่อยู่ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ ท่านเป็นผู้ให้มาโดยตลอด


ในวงการสงฆ์ต่างรู้ดีว่าสิ่งก่อสร้างกว่า 80% ในพุทธมณฑลนั้นถูกดำเนินการจนสำเร็จเพราะการสนับสนุนของท่านเจ้าประคุณฯสมเด็จได้บริจาคปัจจัยสมทบทุนต่างๆในบวรพุทธศาสนามากมาย ใครจะมาขอหรือไม่ ท่านก็มีแต่ความยินดีที่จะให้โดยไม่เลือกว่าเป็นใคร ดังนั้น วัดวาอารามต่างๆทั้งในและต่างประเทศจึงคุ้นเคยกับการให้ของท่านเป็นอย่างดี นอกจากนั้นท่านยังบริจาคปัจจัยเพื่อนำไปสมทบทุนก่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ สิ่งที่ท่านมอบให้กับสังคมมีมากมายและเป็นที่ประจักษ์ แม้ท่านจะมีลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนที่บริจาคสิ่งของและปัจจัยอย่างมากมาย ท่านไม่เคยคิดที่จะเก็บไว้เป็นของส่วนตัว แต่นำกลับไปทำนุบำรุงศาสนาตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่ลืมที่จะให้ทานกลับมาให้ทางโลกด้วยเช่นกัน

ท่านเจ้าประคุณฯสมเด็จปฏิบัติศาสนกิจแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยมาโดยตลอด นอกจากการให้ทานแล้วยังให้ความรู้แก่สงฆ์และฆราวาสมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าสมณศักดิ์ของท่านจะสูงขึ้นเท่าไรก็ตาม แต่วัตรปฏิบัติของท่านก็ไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งเป็นที่รับรู้ในวงการสงฆ์โดยทั่วไป

ดังนั้น จากจริยวัตรที่งดงามและท่านยังเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีสมณศักดิ์สูงสุด กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปจึงมีมติเป็นเอกฉันท์เสนอชื่อท่าน ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งพระสังฆราชองค์ต่อไปของกรุงรัตนโกสินทร์ มติของมหาเถรสมาคมเป็นเอกฉันท์ทั้งมหานิกายและธรรมยุตเช่นนี้ ย่อมยืนยันให้พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศได้มั่นใจว่าในสังฆมณฑลของเราไม่มีความแตกแยกแต่อย่างใด

ผมมั่นใจว่า ท่านเจ้าประคุณฯสมเด็จให้อภัยกับกลุ่มบุคคลที่สมคบคิดและป้ายสีท่านเพื่อให้ผู้มีอำนาจใช้เป็นข้ออ้างที่จะชะลอการเสนอชื่อท่าน แต่ผมอยากจะเตือนกลุ่มบุคคลและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกคนด้วยจิตที่เป็นกุศลว่า วิธีการที่ท่านสมคบคิดกันเพื่อขัดขวางไม่ให้มีการตั้งสังฆราชครั้งนี้เป็นบาปใหญ่จริงๆ และผมเชื่อว่าคงอยู่ทันได้เห็นผลลัพธ์การสร้างบาปใหญ่ครั้งนี้อย่างแน่นอน

ข้อมูลจาก http://www.lokwannee.com/web2013/?p=204510

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สังฆราชองค์ปัจจุบัน

กฎหมาย กฎหมู่ กฎกรู?

            เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ๆ ปู่ย่าตายายมักพูดให้ได้ฟังเสมอ ๆ ว่า อย่าไปมีเรื่องกับใครเชียวนา ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลไม่ดีเลย มีแต่เสียกับเสีย สิ่งที่ท่านบอกว่าเสีย เราเป็นเด็กก็งง คืออะไร เริ่มโตขึ้นมาหน่อยเลยเข้าใจ เสียอย่างแรกที่ว่าคือเสียอารมณ์ หรืออารมณ์เสีย เสียต่อมาเสียเงินเสียทอง ยังไม่พอเสียชื่อเสียงตามมาอีก จนบางครั้งพูดกันไปถึงไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้ว เลยถึงขึ้นใช้อำนาจที่มีข่มขวัญเลย เมื่อจัดการกันแรงจนเลยเถิดไปถึงขึ้นลงไม้ลงมือ หรือให้ฝ่ายตรงข้ามพินาศย่อยยับไปกับมือของตนเองก็ย่อมเป็นไปได้ จนเป็นแรงอาฆาต ที่ถูกพัฒนามาจาก โลภ โกรธ หลงนั่นเอง เขาเรียกว่ากิเลส เข้ามาเรื่องพระเสียเลย แต่ที่แท้มันก็เป็นอย่างที่ว่าแหละ เพราะสามตัวนี้ที่มีอยู่ในมนุษย์ขี้เหม็นทุกคน ยกเว้นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายที่หมดกิเลส และบุคคลที่ฝึกฝนตนเพื่อความหลุดพ้นที่เรียกว่าพระโพธิสัตว์ก็พออนุโลมเพราะมันเริ่มเบาบางแล้ว

            สถานการณ์นี้ช่างสอดคล้องเสียจริงทำให้เห็นอะไรในสังคมไทยชัดขึ้น เรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็บังเกิดขึ้นเป็นเรื่องราวใหญ่โตโอฬารบานหทัย คนบริโภคอาหารเช้าแทบอยากจะอ้วกไปตาม ๆกันเพราะดูสื่อที่ออกแต่ละเรื่องไม่น่าจะเป็นไปได้ก็ชักนำทำให้มันน่าจะเป็นไปได้นี่ก็กรณีหนึ่ง  เรื่องที่ว่าก็ไม่ใช่อะไรอื่น การเสนอชื่อแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ เมื่อพระสังฆราชองค์เดิม สิ้นพระชนม์ (มรณภาพ) ลง ทางกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) จะเสนอชื่อผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทางรัฐบาลนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป

ดังนั้นการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20  ต้องยึดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยเฉพาะ ตาม มาตรา 7 แต่งตั้ง สมเด็จพระสังฆราช  ขณะนี้สมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสโดยสมณศักดิ์ เห็นจะเป็นสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ สังกัดมหานิกาย ดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สมควรที่จะได้รับการแต่งตั้งโดยพฤตินัยและทางนิตินัยตามบทบัญญัติของทางคณะสงฆ์ และได้สังฆามติจากมหาเถรสมาคมแล้ว แต่เรื่องไม่เป็นไปตามเนื้อผ้าที่ว่า เกิดอดีตพระผู้ทุศีล และมนุษย์ประหลาดสองสามตน ทำการขัดขวางการแต่งตั้งในครั้งนี้ เรื่องจึงลุกลามมาถึงทุกวันนี้ ในส่วนของฝ่ายสงฆ์ได้ทำสมบูรณ์แล้ว แต่ไม่เข้าใจว่ายังติดขัดอะไร ขอย้ำว่าหน้าที่นี้คือ บทบาทของสงฆ์เท่านั้น หรือจะรอให้ใครแปลงสาส์นเสียก่อน ถ้าอย่างนั้นเห็นจะเล่นเกินบทบาทหน้าที่แล้วมั้ง เหมือนนักฟุตบอล ชอบล้ำหน้าอยู่เรื่อย งานนี้จะหวังพึ่งไลน์แมน(กรรมการผู้กำกับเส้น)ผู้เที่ยงธรรม ใช้กฏกติกาที่มีอยู่ตัดสิน และควรที่จะมีดวงตาเอกซ์เรย์ หรือเอาเป็นว่าตาสว่างเสียที  เกมนี้จะหาคนพันธุ์นี้ได้ใหม???  แต่เราก็เชื่อลึกๆ ว่ารัฐบาลรักพระพุทธศาสนา...
( Cr.อิสรชน)








อย่าท้าทาย!!

แม้ความไม่รู้ก็ไม่อาจช่วยให้พ้นพญามัจจุราช ได้???

วันนี้ได้เห็นภาพสมเด็จวัดปากน้ำแล้ว รู้สึกสลดใจว่า  คนไทยทำไมใจถึงได้หยาบช้า ขนาดกล้าด่าพระมหาเถระที่บวชตั้งแต่สามเณร ทำคุณงามความดีมาตลอดชีวิต แค่มีคนไม่กี่คนมาสร้างเรื่องป้ายสี ยัดข้อหาด้วยเจตนาที่เจาะจงมุ่งร้ายทำลายประมุขสงฆ์โดยเฉพาะ แต่ละข้อหาช่างปัญญาอ่อนแต่คนก็เชื่อ เพราะอะไร หรือว่าวินิจฉัยของคนในสังคมตอนนี้ มันเสียไปเพราะแยกไม่ออกว่าอันไหนดีชั่ว ถูกผิด ควรไม่ควร

คนก่นด่าพระอย่างไม่ลืมหูลืมตา ช่างน่าสงสาร ยิ่งท่านมีคุณต่อพระพุทธศาสนามากเท่าไหร่ วิบากกรรมนั้นยิ่งจะส่งผลมากขึ้นเท่านั้น ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม แต่กฎแห่งกรรมนั้นมีอยู่ พระอรหันต์และผู้ปฏิบัติธรรมที่มีคุณวิเศษ ท่านรู้และเห็นด้วยตาภายในเข้าไปเห็นกิเลสที่ก่อให้เกิดวิบากกรรม 


โดยเฉพาะพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นสิ่งเหล่านี้ และพระองค์ทรงจัดหมวดหมู่ของกิเลส เพื่อง่ายต่อการแก้ไข  เป็น ๓ ตระกูล ใหญ่ คือโลภะ โทสะ และโมหะ

ตาภายนอกเราท่านอาจมองไม่เห็นกิเลส แต่สามารถมองเห็นอาการของกิเลสได้ เปรียบเหมือนกระแสไฟ เรามองไม่เห็น แต่เราเห็นอาการของกระแสไฟได้

เหมือนกระแสไฟฟ้าเข้าไปในหลอดไฟ ไฟก็สว่างเป็นต้น เปรียบเหมือนกิเลส เรามองไม่เห็นกิเลส แต่เราเห็นอาการของกิเลส เช่น อาการของกิเลสตระกูลโทสะเวลาโกรธจะหน้าแดง ปากสั่น ตาแดงเป็นต้น ตระกูลโมหะ คนหลงก็จะมัวเมาแสดงออกทางความคิดการกระทำ

อวิชชาความไม่รู้จึงทำให้มนุษย์หลงทำความชั่ว เวลากิเลสเกิดขึ้นก็จะบังคับจิตใจของมนุษย์ ให้พูดคิดทำในเรื่องที่ผิดชั่ว เช่นบางคนเสพสื่อพาลมากๆ หลง คิดว่าพระไม่ดีทั้งหมด ก็จะด่าตำหนิพระทำบ่อยๆ เข้าก็จะมีวิบากกรรม ทำให้ไปเกิดในอบาย พอมีโอกาสได้เป็นมนุษย์ กรรมก็จะส่งผลให้เกิดมามีปากที่เหม็นเน่า ปากเบี้ยวบ้าง เกิดในตระกูลต่ำ ถูกผู้คนเหยียดหยาม ใส่ร้ายป้ายสี เหมือนดั่งที่ตัวเคยทำ รูปร่างก็จะพิกลพิการ  บางกรรมที่มีเจตนาแรงกล้าก็จะส่งผลในชาตินี้ทันที เช่น ทรัพย์สินเงินทองวิบัติ น้ำท่วม ไฟไหม้ อุบัติภัย โรคร้ายรบกวน บางกรรม ก็ส่งผลในชาติต่อไป 

หน้าที่ของกรรมก็จะกดสรรพสัตว์ให้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ตามแรงกรรม จะได้ไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ให้เวียนตายเวียนเกิด กว่าจะมีปัญญามารู้ว่า สิ่งใดผิด สิ่งใดชอบ ก็นานนับกัล์ปไม่ถ้วน กว่าจะมาถึงมีปัญญาดั่งชาตินี้ ก็ต้องผ่านการเวียนตายเกิดมายาวนาน แล้วไปเอาปัญญาใช้ในทางที่ชั่ว ก็วนลงเวียนไปสู่อบาย มีนรก เปรต อสุรกายเป็นต้น มีสัตว์เดียรฉานเป็นปริโยสาน 

ดังนั้นชาวพุทธ ต้องศึกษาความจริงของชีวิตหรือกฎแห่งกรรม เพราะสิ่งที่ทำด้วยความไม่รู้ ด้วยความคะนองปาก วิบากไม่เคยละเว้น จะตามติดไปทุกชาติ ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม ทั้งคน สัตว์ ก็จะประสพเคราะห์กรรมอันสาหัสนี้ อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง หรือคุณจะกล้าท้าทายพญามัจจุราชต่อไป ก็แล้วแต่...เพราะถึงแม้ความไม่รู้ ก็ไม่อาจช่วยคุณให้พ้นจากพญามัจจุราชได้...

รักและห่วงใย


วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มิใช่ของใหม่!!!

ของใหม่และของเก่า เล่าสู่กันฟัง

       ต้องขออภัยสำหรับผู้ที่อาจจะมีจิตใจที่งดงามอยู่แล้ว แม้ไม่อยากจะอ่านจะเห็น หรืออาจจะไม่อยากได้ยิน แต่เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ถ้าผู้ติดตามข่าวทางหนังสือพิมพ์หรือสื่อทุกประเภท จะพบว่า ข่าวในเมืองไทย ส่วนใหญ่แล้วเป็นข่าวที่ลงต่อว่าพระสงฆ์ไม่เว้นแต่ละวัน จาบจ้วงแม้กระทั่งสถาบันสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือ มหาเถรสมาคม ที่มีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประมุข หรือเรียกง่าย ๆ ว่าสถาบันที่มีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นพระราชาแห่งคณะสงฆ์ทั้งแผ่นดินนั่นเอง ซึ่งในฐานะเราเป็นชาวพุทธคนหนึ่งที่เฝ้าดู และติดตามการกระทำของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ประทุษร้ายพระสงฆ์ด้วยคำพูดที่เสียหาย ทำลายศรัทธาของชาวพุทธมานานนับหลาย 10 ปี จะขอเล่าเรื่องราวที่คล้ายในอดีตสู่กันฟัง...

          จริง ๆ แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวพุทธไม่ใช่ของใหม่ เป็นคล้ายเรื่องเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เรามาดูตัวอย่างกัน

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบุญได้เกิดเป็นลูกกษัตริย์

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบุญที่ได้เกิดเป็นชาย ที่มีโอกาสได้บวชเป็นพระ ผู้หญิงบวชพระไม่ได้

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบุญได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบุญ : เกิดเป็นญาติกับพระนางยโสธรา พระชายาของเจ้า

ชายสิทธัตถะ ซึ่งต่อมาได้บวชและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบุญ : ได้มาบวชเป็นพระภิกษุ ในสำนักของพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบาปเข้ามาแทรก : ได้มาบวชในสำนักของพระพุทธองค์ แล้วอยากเป็นใหญ่ ด้วยการคิดล้มล้างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วสถาปนาตนเองขึ้นปกครองสงฆ์ทั้งหมดแทน แล้วเขาก็มีความพยายามทุกวิถีทางเช่นกัน

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบาปเข้ามาแทรก : จนเขาพยายามฆ่าพระพุทธองค์ด้วยการจ้างนายขมังธนูมาลอบยิงหวังปลงพระชนม์

ใครคนหนึ่ง : ที่มีบาปเข้ามาแทรก : ทำให้เขาคนนั้นพยายามชักชวนหมู่สงฆ์ให้แตกแยกทั้งที่ตอนนั้นยังมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปกครองอยู่ซึ่งเป็นกรรมหนังหรือเรียกว่า สังฆเภท
ใครคนหนึ่ง : ที่มีบาปเข้ามาแทรก : ทำให้เขามีฤทธิ์มากขนาดหลอกให้พระเจ้าอชาติศัตรูฆ่าพระบิดาของตนเองได้

ใครคนหนึ่ง : คนๆ นั้น ในพระไตรปิฎกบันทึกเอาไว้คือ พระเทวทัต ที่ทุกคนรู้จักดีนั่นเอง 
        
       ด้วยผลการกระทำต่าง ๆ ที่เป็นกรรมหนักหรือครุกรรมของพระเทวทัต ท้ายที่สุดแม้แผ่นดินที่หนาและแข็งแกร่งขนาดรองรับภูเขาได้แต่ไม่สามารถรองรับวิบากกรรมชั่วที่สะสมอยู่ในใจของพระเทวทัตได้ จึงแยกออกและมีเปลวไฟนรกพุ่งออกมาและสูบร่างของพระเทวทัตลงสู่อเวจีมหานรกในที่สุด 

      โชคดีที่ก่อนตาย แม้จะประกอบกรรมชั่วไว้มากมาย แต่พระเทวทัตกลับสำนึกได้เมื่อธรณีสูบเหลือแค่คอ ได้น้อมเอาศรีษะถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระศาสดา พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาลพระเทวทัตจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระนามว่า อัฏฐิสสระ ด้วยผลบุญนั้น

       พระเทวทัตต้องไปเสวยวิบากกรรมในอเวจีมหานรกอย่างทุกข์ทรมานไม่มีสิ่งใดเปรียบอีกยาวนานนับประมาณมิได้ กรรมหนักเช่นนี้ทำให้ต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ ยืดเยื้อเวลาในการบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไปอีกยาวนานแสนนาน... กว่าจะถึงวันหมดกิเลส!!! 

 พิณสายกลาง