แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดปากน้ำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดปากน้ำ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เห็นกงจักรเป็นดอกบัว?

 โดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

25 กุมภาพันธ์ 2016

คอลัมน์ : โดนไป บ่นไป
ผู้เขียน : น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภายใต้การนำของ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แถลงข่าวผลการตรวจสอบรถโบราณที่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งตามสมุดทะเบียนรถปรากฏชื่อท่านเจ้าประคุณฯสมเด็จวัดปากน้ำหรือ “สมเด็จช่วง” เป็นผู้ครอบครอง โดยแถลงกล่าวหาว่าเป็นรถที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหลายข้อ

ผมติดตามข่าวนี้อย่างละเอียด เพราะโดยส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ดังกล่าวอย่างบอกไม่ถูก เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่างคล้ายกับการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองยังไงยังงั้น ถ้าพิจารณากันอย่างตรงไปตรงมาจะเห็นการสมคบคิดของกลุ่มคนดีกลุ่มเดิมที่เตรียมการล่วงหน้าและแบ่งหน้าที่กันมาเป็นอย่างดี ตัวละครที่ออกมาเล่นก็ล้วนเป็นนักแสดงหน้าเก่าทั้งสิ้น

การกระทำทั้งหมดมุ่งไปที่จุดเดียวกันคือ สร้างสถานการณ์บิดเบือนป้ายสีให้ประชาชนเชื่อว่า “สมเด็จช่วง” ต้องมลทินและมีความมัวหมอง โดยใช้เรื่องรถโบราณเป็นเครื่องมือในการสร้างข่าว พยายามใช้ตรรกะและความเชื่อมโยงแบบคลุมเครือเพื่อให้ดูเหมือนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผิดกฎหมายที่เกิดขึ้น ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นเพียงรถ หนึ่งในหลายพันหลายหมื่นอย่างที่ลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนถวายให้ท่าน และได้มอบให้ทางวัดนำไปตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์เหมือนของถวายมีค่าชิ้นอื่นๆ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังและผู้สนใจใช้ศึกษาหาความรู้กันต่อไป โดยไม่ได้เก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย

ผมไม่ปฏิเสธหลักฐานต่างๆที่ดีเอสไอแถลง และอยากเห็นการดำเนินการเรื่องนี้จนถึงที่สุด แต่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รวมถึงผมยังติดใจว่าทำไมดีเอสไอถึงเลือกเอารถโบราณวัดปากน้ำที่แจ้งยุติการใช้รถตลอดไปตามทะเบียนรถตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2556 เป็นเป้าหมายพิเศษในการตรวจสอบ ทั้งที่มีรถยนต์เข้าข่ายและยังวิ่งใช้งานอยู่ตามท้องถนนมากถึง 6,000 คัน

ผมติดใจการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนบางกลุ่มบางพวกที่ใช้คำศัพท์เรียกรถโบราณที่ผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ซึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปีว่า “รถหรู” ทั้งที่รถหรูเป็นคำประสมหมายถึงรถยนต์นำเข้าที่มีราคาแพง มีรูปทรงเด่นเฉพาะ มีการผลิตจำนวนน้อยหรือผลิตตามสั่ง เครื่องยนต์มีกำลังแรง และที่สำคัญนำเข้ามาในประเทศไทยจะต้องเสียภาษีสูงถึง 300% เพราะฉะนั้นการเลือกใช้คำว่า “หรู” จึงเป็นการใช้คำศัพท์ที่ผิดเพี้ยนจากข้อเท็จจริง ทำให้เชื่อได้ว่ามีกระบวนการจัดตั้งที่มีความประสงค์จะทำให้สาธารณชนส่วนใหญ่เกิดความเข้าใจผิด และทำให้ท่านเจ้าประคุณฯสมเด็จต้องมีมลทินและถูกเกลียดชังจากประชาชนที่เสพข่าวที่ไม่ถูกต้อง

ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า หลังจากการนำเสนอข่าว ผมพบว่าในโลกโซเชียลมีคนจำนวนมากเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและสับสนข้อมูลที่ได้รับ บางคนถึงกับเข้าใจเลยเถิดไปว่าเป็นรถที่ใช้เป็นพาหนะประจำตัวด้วยซ้ำ และเมื่อมีการประโคมข่าวรถหรูอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในทางร้ายว่าท่านเจ้าประคุณฯสมเด็จรู้เห็นกับการรับถวายที่ผิดกฎหมาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

ผมนำเรื่องนี้มาบ่นให้ฟังเพราะคิดว่าเป็นอีกเรื่องที่ไม่มีความยุติธรรม ผมเห็นฆราวาสจำนวนมากเขียนถึงท่านเสียๆหายๆ บางคนถึงกับด่าว่าด้วยคำหยาบคาย บางคนบังอาจสั่งสอนท่านและกล่าวถึงท่านด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ วันนี้อะไรกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ทำไมคนเราถึงเห็นกงจักรเป็นดอกบัวได้มากขนาดนี้ ทั้งๆที่ความจริงเป็นเรื่องที่พิสูจน์ทราบกันได้ไม่ยาก

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์แห่งวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ บวชเรียนมาถึง 77 พรรษา และปีนี้ท่านมีอายุถึง 91 พรรษา ตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีในหมู่สงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วไปว่า ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาโดยตลอด และตลอดชีวิตที่อยู่ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ ท่านเป็นผู้ให้มาโดยตลอด


ในวงการสงฆ์ต่างรู้ดีว่าสิ่งก่อสร้างกว่า 80% ในพุทธมณฑลนั้นถูกดำเนินการจนสำเร็จเพราะการสนับสนุนของท่านเจ้าประคุณฯสมเด็จได้บริจาคปัจจัยสมทบทุนต่างๆในบวรพุทธศาสนามากมาย ใครจะมาขอหรือไม่ ท่านก็มีแต่ความยินดีที่จะให้โดยไม่เลือกว่าเป็นใคร ดังนั้น วัดวาอารามต่างๆทั้งในและต่างประเทศจึงคุ้นเคยกับการให้ของท่านเป็นอย่างดี นอกจากนั้นท่านยังบริจาคปัจจัยเพื่อนำไปสมทบทุนก่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ สิ่งที่ท่านมอบให้กับสังคมมีมากมายและเป็นที่ประจักษ์ แม้ท่านจะมีลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนที่บริจาคสิ่งของและปัจจัยอย่างมากมาย ท่านไม่เคยคิดที่จะเก็บไว้เป็นของส่วนตัว แต่นำกลับไปทำนุบำรุงศาสนาตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่ลืมที่จะให้ทานกลับมาให้ทางโลกด้วยเช่นกัน

ท่านเจ้าประคุณฯสมเด็จปฏิบัติศาสนกิจแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยมาโดยตลอด นอกจากการให้ทานแล้วยังให้ความรู้แก่สงฆ์และฆราวาสมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าสมณศักดิ์ของท่านจะสูงขึ้นเท่าไรก็ตาม แต่วัตรปฏิบัติของท่านก็ไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งเป็นที่รับรู้ในวงการสงฆ์โดยทั่วไป

ดังนั้น จากจริยวัตรที่งดงามและท่านยังเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีสมณศักดิ์สูงสุด กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปจึงมีมติเป็นเอกฉันท์เสนอชื่อท่าน ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งพระสังฆราชองค์ต่อไปของกรุงรัตนโกสินทร์ มติของมหาเถรสมาคมเป็นเอกฉันท์ทั้งมหานิกายและธรรมยุตเช่นนี้ ย่อมยืนยันให้พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศได้มั่นใจว่าในสังฆมณฑลของเราไม่มีความแตกแยกแต่อย่างใด

ผมมั่นใจว่า ท่านเจ้าประคุณฯสมเด็จให้อภัยกับกลุ่มบุคคลที่สมคบคิดและป้ายสีท่านเพื่อให้ผู้มีอำนาจใช้เป็นข้ออ้างที่จะชะลอการเสนอชื่อท่าน แต่ผมอยากจะเตือนกลุ่มบุคคลและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกคนด้วยจิตที่เป็นกุศลว่า วิธีการที่ท่านสมคบคิดกันเพื่อขัดขวางไม่ให้มีการตั้งสังฆราชครั้งนี้เป็นบาปใหญ่จริงๆ และผมเชื่อว่าคงอยู่ทันได้เห็นผลลัพธ์การสร้างบาปใหญ่ครั้งนี้อย่างแน่นอน

ข้อมูลจาก http://www.lokwannee.com/web2013/?p=204510

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สังฆราชองค์ปัจจุบัน

กฎหมาย กฎหมู่ กฎกรู?

            เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ๆ ปู่ย่าตายายมักพูดให้ได้ฟังเสมอ ๆ ว่า อย่าไปมีเรื่องกับใครเชียวนา ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลไม่ดีเลย มีแต่เสียกับเสีย สิ่งที่ท่านบอกว่าเสีย เราเป็นเด็กก็งง คืออะไร เริ่มโตขึ้นมาหน่อยเลยเข้าใจ เสียอย่างแรกที่ว่าคือเสียอารมณ์ หรืออารมณ์เสีย เสียต่อมาเสียเงินเสียทอง ยังไม่พอเสียชื่อเสียงตามมาอีก จนบางครั้งพูดกันไปถึงไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้ว เลยถึงขึ้นใช้อำนาจที่มีข่มขวัญเลย เมื่อจัดการกันแรงจนเลยเถิดไปถึงขึ้นลงไม้ลงมือ หรือให้ฝ่ายตรงข้ามพินาศย่อยยับไปกับมือของตนเองก็ย่อมเป็นไปได้ จนเป็นแรงอาฆาต ที่ถูกพัฒนามาจาก โลภ โกรธ หลงนั่นเอง เขาเรียกว่ากิเลส เข้ามาเรื่องพระเสียเลย แต่ที่แท้มันก็เป็นอย่างที่ว่าแหละ เพราะสามตัวนี้ที่มีอยู่ในมนุษย์ขี้เหม็นทุกคน ยกเว้นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายที่หมดกิเลส และบุคคลที่ฝึกฝนตนเพื่อความหลุดพ้นที่เรียกว่าพระโพธิสัตว์ก็พออนุโลมเพราะมันเริ่มเบาบางแล้ว

            สถานการณ์นี้ช่างสอดคล้องเสียจริงทำให้เห็นอะไรในสังคมไทยชัดขึ้น เรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็บังเกิดขึ้นเป็นเรื่องราวใหญ่โตโอฬารบานหทัย คนบริโภคอาหารเช้าแทบอยากจะอ้วกไปตาม ๆกันเพราะดูสื่อที่ออกแต่ละเรื่องไม่น่าจะเป็นไปได้ก็ชักนำทำให้มันน่าจะเป็นไปได้นี่ก็กรณีหนึ่ง  เรื่องที่ว่าก็ไม่ใช่อะไรอื่น การเสนอชื่อแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ เมื่อพระสังฆราชองค์เดิม สิ้นพระชนม์ (มรณภาพ) ลง ทางกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) จะเสนอชื่อผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทางรัฐบาลนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป

ดังนั้นการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20  ต้องยึดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยเฉพาะ ตาม มาตรา 7 แต่งตั้ง สมเด็จพระสังฆราช  ขณะนี้สมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสโดยสมณศักดิ์ เห็นจะเป็นสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ สังกัดมหานิกาย ดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สมควรที่จะได้รับการแต่งตั้งโดยพฤตินัยและทางนิตินัยตามบทบัญญัติของทางคณะสงฆ์ และได้สังฆามติจากมหาเถรสมาคมแล้ว แต่เรื่องไม่เป็นไปตามเนื้อผ้าที่ว่า เกิดอดีตพระผู้ทุศีล และมนุษย์ประหลาดสองสามตน ทำการขัดขวางการแต่งตั้งในครั้งนี้ เรื่องจึงลุกลามมาถึงทุกวันนี้ ในส่วนของฝ่ายสงฆ์ได้ทำสมบูรณ์แล้ว แต่ไม่เข้าใจว่ายังติดขัดอะไร ขอย้ำว่าหน้าที่นี้คือ บทบาทของสงฆ์เท่านั้น หรือจะรอให้ใครแปลงสาส์นเสียก่อน ถ้าอย่างนั้นเห็นจะเล่นเกินบทบาทหน้าที่แล้วมั้ง เหมือนนักฟุตบอล ชอบล้ำหน้าอยู่เรื่อย งานนี้จะหวังพึ่งไลน์แมน(กรรมการผู้กำกับเส้น)ผู้เที่ยงธรรม ใช้กฏกติกาที่มีอยู่ตัดสิน และควรที่จะมีดวงตาเอกซ์เรย์ หรือเอาเป็นว่าตาสว่างเสียที  เกมนี้จะหาคนพันธุ์นี้ได้ใหม???  แต่เราก็เชื่อลึกๆ ว่ารัฐบาลรักพระพุทธศาสนา...
( Cr.อิสรชน)








อย่าท้าทาย!!

แม้ความไม่รู้ก็ไม่อาจช่วยให้พ้นพญามัจจุราช ได้???

วันนี้ได้เห็นภาพสมเด็จวัดปากน้ำแล้ว รู้สึกสลดใจว่า  คนไทยทำไมใจถึงได้หยาบช้า ขนาดกล้าด่าพระมหาเถระที่บวชตั้งแต่สามเณร ทำคุณงามความดีมาตลอดชีวิต แค่มีคนไม่กี่คนมาสร้างเรื่องป้ายสี ยัดข้อหาด้วยเจตนาที่เจาะจงมุ่งร้ายทำลายประมุขสงฆ์โดยเฉพาะ แต่ละข้อหาช่างปัญญาอ่อนแต่คนก็เชื่อ เพราะอะไร หรือว่าวินิจฉัยของคนในสังคมตอนนี้ มันเสียไปเพราะแยกไม่ออกว่าอันไหนดีชั่ว ถูกผิด ควรไม่ควร

คนก่นด่าพระอย่างไม่ลืมหูลืมตา ช่างน่าสงสาร ยิ่งท่านมีคุณต่อพระพุทธศาสนามากเท่าไหร่ วิบากกรรมนั้นยิ่งจะส่งผลมากขึ้นเท่านั้น ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม แต่กฎแห่งกรรมนั้นมีอยู่ พระอรหันต์และผู้ปฏิบัติธรรมที่มีคุณวิเศษ ท่านรู้และเห็นด้วยตาภายในเข้าไปเห็นกิเลสที่ก่อให้เกิดวิบากกรรม 


โดยเฉพาะพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นสิ่งเหล่านี้ และพระองค์ทรงจัดหมวดหมู่ของกิเลส เพื่อง่ายต่อการแก้ไข  เป็น ๓ ตระกูล ใหญ่ คือโลภะ โทสะ และโมหะ

ตาภายนอกเราท่านอาจมองไม่เห็นกิเลส แต่สามารถมองเห็นอาการของกิเลสได้ เปรียบเหมือนกระแสไฟ เรามองไม่เห็น แต่เราเห็นอาการของกระแสไฟได้

เหมือนกระแสไฟฟ้าเข้าไปในหลอดไฟ ไฟก็สว่างเป็นต้น เปรียบเหมือนกิเลส เรามองไม่เห็นกิเลส แต่เราเห็นอาการของกิเลส เช่น อาการของกิเลสตระกูลโทสะเวลาโกรธจะหน้าแดง ปากสั่น ตาแดงเป็นต้น ตระกูลโมหะ คนหลงก็จะมัวเมาแสดงออกทางความคิดการกระทำ

อวิชชาความไม่รู้จึงทำให้มนุษย์หลงทำความชั่ว เวลากิเลสเกิดขึ้นก็จะบังคับจิตใจของมนุษย์ ให้พูดคิดทำในเรื่องที่ผิดชั่ว เช่นบางคนเสพสื่อพาลมากๆ หลง คิดว่าพระไม่ดีทั้งหมด ก็จะด่าตำหนิพระทำบ่อยๆ เข้าก็จะมีวิบากกรรม ทำให้ไปเกิดในอบาย พอมีโอกาสได้เป็นมนุษย์ กรรมก็จะส่งผลให้เกิดมามีปากที่เหม็นเน่า ปากเบี้ยวบ้าง เกิดในตระกูลต่ำ ถูกผู้คนเหยียดหยาม ใส่ร้ายป้ายสี เหมือนดั่งที่ตัวเคยทำ รูปร่างก็จะพิกลพิการ  บางกรรมที่มีเจตนาแรงกล้าก็จะส่งผลในชาตินี้ทันที เช่น ทรัพย์สินเงินทองวิบัติ น้ำท่วม ไฟไหม้ อุบัติภัย โรคร้ายรบกวน บางกรรม ก็ส่งผลในชาติต่อไป 

หน้าที่ของกรรมก็จะกดสรรพสัตว์ให้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ตามแรงกรรม จะได้ไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ให้เวียนตายเวียนเกิด กว่าจะมีปัญญามารู้ว่า สิ่งใดผิด สิ่งใดชอบ ก็นานนับกัล์ปไม่ถ้วน กว่าจะมาถึงมีปัญญาดั่งชาตินี้ ก็ต้องผ่านการเวียนตายเกิดมายาวนาน แล้วไปเอาปัญญาใช้ในทางที่ชั่ว ก็วนลงเวียนไปสู่อบาย มีนรก เปรต อสุรกายเป็นต้น มีสัตว์เดียรฉานเป็นปริโยสาน 

ดังนั้นชาวพุทธ ต้องศึกษาความจริงของชีวิตหรือกฎแห่งกรรม เพราะสิ่งที่ทำด้วยความไม่รู้ ด้วยความคะนองปาก วิบากไม่เคยละเว้น จะตามติดไปทุกชาติ ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม ทั้งคน สัตว์ ก็จะประสพเคราะห์กรรมอันสาหัสนี้ อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง หรือคุณจะกล้าท้าทายพญามัจจุราชต่อไป ก็แล้วแต่...เพราะถึงแม้ความไม่รู้ ก็ไม่อาจช่วยคุณให้พ้นจากพญามัจจุราชได้...

รักและห่วงใย


วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เมื่ออ่านข่าวแล้ว ควรพิจารณาอย่างไร?


ในประวัติศาสตร์โลก ความขัดแย้งทั้งใหญ่เล็ก เช่น สงครามโลก สงครามเย็น สงครามแย่งชิงอำนาจ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อแย่งชิงมวลชนและสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตัวเอง

ในสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีฆ่าคนยิวหลายล้านคน จุดประสงค์เพื่อยึดทรัพย์มาเป็นทุนทำสงคราม ตอนนั้นเยอรมัน เศรษฐกิจย่ำแย่มาก เพราะแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แล้วต้องจ่ายค่าปฎิกรรมสงครามให้ประเทศผู้ชนะ รัฐบาลไม่มีเงิน  คนยิวในยุโรปก็เหมือนคนจีนในเอเชียที่ยึดกุมเศรษฐกิจของประเทศไว้ ดังนั้นฮิตเลอร์จึงต้องสร้างความชอบธรรมในการ ยึดทรัพย์คนยิว ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อว่า คนยิวเห็นแก่ตัว บ่อนทำลายชาติ หากจะสร้างชาติพันธุ์อริยะแห่งเยอรมัน  ต้องกำจัดยิว การโฆษณาได้ผล จนชาวเยอรมันเกลียดยิวยิ่งกว่าขี้ หน่วยเอสเอสของฮิตเลอร์จับยิวไปฆ่าได้มากมายด้วย ความช่วยเหลือของชาวบ้าน ซึ่งก่อนหน้าก็เคยเป็นเพื่อนบ้านที่รักกันดี เคยมีบุญคุณช่วยเหลือกันมา บางทีก็เป็นญาติกัน  เป็นเพื่อนเรียน เป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นครูสอนหนังสือ แต่ความหลงผิดบังตา ก็แจ้งตำรวจมาจับเพื่อนยิวไปเข้าค่ายกักกัน  จับรมแก๊สตายไป 6 ล้านคน เนี่ยแหละพิษภัยของการโฆษณาชวนเชื่อ พอหลังสงคราม คนเยอรมันนึกย้อนกลับไป ก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมตอนนั้นเกลียดยิวมาก ชาวบ้านทั่วไปเป็นเหยื่อของผู้มีอำนาจที่จะชักจูงไปตามที่เขาปรารถนา

ส่วนพวกเราอยู่เมืองไทยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย แต่ลองไปถามเด็กไทยดูว่า ฮิตเลอร์เลวไหม เชื่อว่าตอบตรงกัน นั่นเพราะอะไร เพราะผู้ชนะเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์ หนังฮอลลีวูดสร้างเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อไร ฮิตเลอร์ก็เป็นผู้ร้ายตลอด อเมริกาเป็นพระเอกเสมอ แต่ความจริงในประวัติศาสตร์บอกเราว่า ในสงครามไม่มีใครถูก มีแต่คนผิด เพราะเป็นการแก่งแย่งผลประโยชน์กัน

ในสงครามลัทธิการปกครองระหว่างประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ ก็เป็นอีกฉากของสงครามการโฆษณาชวนเชื่อ รัฐบาลไทยยุคนั้นต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ก็หลอกชาวบ้าน ว่าหากคอมมิวนิสต์ชนะจะถูกยึดทุกอย่างเป็นของกลาง แม้แต่เมีย เมืองไทยก็จะเป็นเมืองขึ้นของจีน เวียดนาม แล้ววาดรูปพวกคอมมิวนิสต์เป็นปีศาจเป็นยักษ์มาร เพราะอธิบายเรื่องการปกครอง แล้วชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ส่วนฝ่ายคอมฯก็หลอกชาวบ้านว่า นายทุนเป็นคนสามานย์ ใครรวยคนนั้นเป็นคนขูดรีดชาวบ้าน พระก็กลายเป็นคนเล่าเรื่องหลอกลวงล้างสมอง เป็นขี้ข้านายทุน สรุปคือ ชาวบ้านทั่วไปเป็นเหยื่อถูกหลอกทั้งสองฝ่าย 

อีกตัวอย่างหนึ่งในจีน หลังจากคอมมิวนิสต์จีนชนะก๊กมินตั๋ง ได้อำนาจปกครองประเทศ แต่เหมาเจ๋อตง เป็นอดีตครูบ้านนอก  เก่งเรื่องการพูด การเขียนโน้มน้าว แต่บริหารประเทศไม่เป็น จึงเกิดขุมอำนาจใหม่ในพรรคคอมมิวนิสต์ที่นำโดยเติ้งเสี่ยวผิง  กลุ่มของเหมาเริ่มสูญเสียอำนาจการนำในพรรค จึงประกาศนโยบายการปฏิวัติวัฒนธรรม นำโดยหลินเปียว และแก๊งค์ออฟโฟร์ คือมาดามเจียงชิง(เมียคนที่ 4 ของเหมา)และพวกรวมสี่คน ก่อตั้งกลุ่มเรดการ์ดหรือยุวชนแดงขึ้น เพื่อทำลายคู่ แข่งทางการเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์ ก็โฆษณาชวนเชื่อเรื่องพิษภัยของนายทุน ความรู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับลัทธิคอมมิวนิสต์(เรียกว่า ลัทธิแก้) เช่น วรรณกรรมโบราณ งานศิลปะ นิยายประโลมโลก ความรู้สมัยใหม่ของฝ่ายตะวันตก  โดยปลุกระดมนักศึกษาของจีนให้เข้าร่วมกลุ่ม ชวนเชื่อจนเกิดความบ้าคลั่งในลัทธิเหมา บูชาเหมาประดุจพระเจ้า ใครวิจารณ์เหมา จะถูกตั้งข้อหาว่าฝักใฝ่นายทุน ตอนนั้นเกิดการต่อสู้ทำลายล้างกันอย่างรุนแรง ฆ่ากันกลางเมืองลุกลามไปทั่วประเทศจีน ลูกจับพ่อแม่มาแห่ประจานแล้วทรมาน ด้วยข้อหาฝักใฝ่นายทุน ลูกศิษย์ก็แจ้งจับครูบาอาจารย์ บางคนเพียงแค่มีญาติอยู่ต่างประเทศ ก็โดนข้อหาว่าฝักใฝ่ทุนนิยม เหตุการณ์นั้นได้ทำลายโบราณวัตถุ หนังสือ งานศิลปะ และวัดวาอารามอันมีค่าไปมากมาย บรรดาผู้ดีเก่า ปัญญาชน ศิลปินหัวอนุรักษ์นิยม ครูสอนหนังสือ พระสงฆ์ ถูกจับแห่ประจาน  ทรมาน จับแขวนคอกลางเมือง บางคนถูกทรมานจนตาย บางคนรับไม่ได้ก็ฆ่าตัวตาย

เหมาเจ๋อตงอยู่หลังฉาก แต่ให้เมียออกหน้า ยัดข้อหาฝักใฝ่นายทุนให้ฝ่ายเติ้งเสี่ยวผิง กำจัดคู่แข่งทางการเมืองไปในคราวเดียวกัน เติ้งเสี่ยวผิงถูกปลด จับไปทรมานในคุก หลิวซ่าวฉี (อดีตประธานาธิบดี) ถูกจับไปตายในคุก โจวเอินไหลรอดเพราะเก่งมาก เป็นที่รู้จักในระดับโลก  แต่ก็ถูกลดอำนาจลง ในเหตุการณ์นั้นประมาณการว่ามีคนถูกฆ่าตาย 15-20 ล้านคน แต่ออกข่าวว่าตาย 1.5 ล้านคน มีคนฆ่าตัวตายถึง 2 แสนคน เหมาได้อำนาจกลับคืนมา คู่แข่งการเมืองตายเกลี้ยง เหลือเพียงเติ้งเสี่ยวผิงอยู่ในค่ายใช้แรงงาน  ภายหลังเหมาตาย เติ้งเสี่ยวผิงก็ออกมายึดอำนาจ จับแก็งค์ออฟโฟร์เข้าคุก ตอนนี้แก็งค์ออฟโฟร์ก็กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวบ้านไป ส่วนเหมาตายไปแล้ว จึงถูกยกไว้ในฐานะเป็นสัญลักษณ์ผู้ก่อตั้งลัทธิคอมมิวนิสต์จีน เมื่อไม่นานนี้เยาวชนจีนที่เคยอยู่กลุ่มเรดการ์ดที่ยังมีชีวิตอยู่ ออกมาให้สัมภาษณ์สารภาพผิดว่า ตอนนั้นบ้าคลั่ง กล่าวขอขมาแล้วร้องไห้เสียใจ ที่ลากครูตัวเองออกมาทรมานจนตาย บอกว่าตอนนั้นเชื่อจริงๆว่ากำลังทำสิ่งที่ดีงาม ข่าวว่าลูกสาวเติ้งเสี่ยวผิงก็เป็น เรดการ์ดที่ออกมาต่อต้านพ่อตัวเอง

ในปัจจุบัน สงครามลัทธิการปกครองเปลี่ยนเป็นสงครามการค้า สำนักข่าวระดับโลก เช่น CNN ก็เป็นตัวแทนพิทักษ์ผลประโยชน์ของอเมริกา ยุโรปมีรอยเตอร์ ญี่ปุ่นก็มี NHK จีนมีซินหัว โลกอาหรับมีอัลจาซีรา ดังนั้นข่าวที่ชาวโลกบริโภคกัน  บางข่าวถูกปรับเปลี่ยน แต่งเสริมอย่างแนบเนียนเพื่อผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง

ในความขัดแย้งแบ่งแยกสีในเมืองไทย ใครติดตามข่าวด้วยใจเป็นกลาง ก็จะพอมองเห็นว่า ค่ายโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์หัวไหนอยู่สีอะไร ซึ่งมีทั้งที่ชัดเจนประกาศกันโต้งๆ และมีที่แอบแดง แอบเหลือง แล้วประกาศว่าเป็นกลาง

ในโลกไม่มีสำนักข่าวใดเป็นกลางจริงๆ หรอก แม้แต่ในโลกโซเชียลมีเดีย ก็มีข่าวหลอกข่าวลวงตลอด เพราะฉะนั้นชาวบ้านผู้เสพสื่อโดยไม่แยกแยะ จึงกลายเป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อของข่าวทั้งหลายไปโดยไม่รู้ตัว

วิญญูชนเมื่อรับรู้ข่าวสาร อย่าพึงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง อย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์ในทันที เพราะความเห็นของท่านจะผูกมัดตัวเองในภายหลัง แม้รับรู้ความจริงที่ขัดแย้งกับสิ่งที่วิจารณ์ไป ก็จะเกิดทิฐิมานะหลอกตัวเองให้ไม่ยอมพิจารณาความจริงด้วยใจเป็นธรรม และบางคนถึงกับสะกดจิตตัวเองให้แสดงความเป็นปฏิปักษ์เพื่อปกปิดความเสียหน้า เลยยิ่งถลำลึกลงไปในบ่วงของมารอย่างถอนตัวไม่ขึ้น